ภาพรวมผลการดำเนินงาน
ดำเนินงาน 16 สิงหาคม 2567 – 30 มิถุนายน 2569 ครอบคลุม 15 จังหวัด ประกอบด้วยพื้นที่เรียนรู้เดิมจากระยะที่ 1 จำนวน 8 พื้นที่ใน 5 จังหวัด และจังหวัดขยายผลใหม่ 10 จังหวัด
หลักการตั้งต้นของโครงการคือ การจัดการสุขภาพจิตต้องเริ่มจากต้นน้ำ คืองานส่งเสริมป้องกัน และต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงภายใน (Internalized) ให้เกิดกับตัวคนทำงานก่อน จึงจะส่งต่อไปสู่ครอบครัว ชุมชน และระบบได้จริง ไม่จำกัดอยู่เพียงการจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราว
ตัวชี้วัดหลักทุกตัวบรรลุและเกินเป้าหมายก่อนสิ้นสุดโครงการ พร้อมกับผลลัพธ์เชิงคุณภาพที่จับต้องได้ในชุมชน เช่น พื้นที่ที่เคยมีสถิติการฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของจังหวัดมีเหตุการณ์ลดลงต่อเนื่องจนเป็นศูนย์ในระดับหมู่บ้าน 3 ปี ผู้ป่วยโรคเรื้อรังปรับพฤติกรรมจนลดยาและหยุดยาได้ ผู้ป่วยจิตเวชรุนแรงที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลลดลงกว่าสิบเท่า และเกิดการฝังแนวทางสุขเป็นเข้าไปในเทศบัญญัติท้องถิ่นและหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา
ยุทธศาสตร์สองมิติ
ลุ่มลึกในพื้นที่เดิม เชื่อมระบบในพื้นที่ใหม่
มิติที่ 1 · ลุ่มลึกและยั่งยืน ใน 8 พื้นที่เรียนรู้เดิม 5 จังหวัด
พัฒนา CAs ต่อเนื่องให้มีทักษะแม่นยำขึ้น และขยายผลสู่ระดับนโยบายพื้นที่ โดยเชื่อมกับกลไกท้องถิ่นและหน่วยงานระดับอำเภอ/จังหวัด
จากตำบล สู่เทศบาลนคร
ขยายจาก ต.ท่าทราย สู่เทศบาลนครนนทบุรี ที่มีชุมชนเมืองมากกว่า 90 ชุมชน
ขยายทั้งอำเภอด้วยทุนท้องถิ่น
จาก ต.หลักห้า ขยายสู่ระดับอำเภอบ้านแพ้ว ด้วยทรัพยากรและทุนของท้องถิ่นเอง
“เพื่อนคู่คิด” ครบทุกครัวเรือน
อสม. 1 คน ดูแลรับฟังเพื่อนบ้านราว 10 หลังคาเรือนอย่างสม่ำเสมอ โดยมี รพ.สต. เป็นพี่เลี้ยง และพยาบาลจิตเวชโรงพยาบาลแม่ข่ายเป็นจุดรับส่งต่อ
มิติที่ 2 · Plug-in เข้ากับระบบที่มีอยู่ ใน 10 จังหวัดใหม่
เชื่อมเข้ากับระบบและกลไกหลักที่มีภารกิจสอดคล้องกับงานสุขภาวะทางจิต เพื่อขยายผลโดยไม่ต้องสร้างโครงสร้างใหม่ ระบบที่ Plug-in สำเร็จ หมายถึงมีการนำแนวคิดหรือกิจกรรมไปบูรณาการในงานปกติอย่างสม่ำเสมอ หรือใช้เป็นมาตรการในท้องถิ่นแล้ว อย่างน้อย 8 ระบบ
- ระบบสุขภาพปฐมภูมิ — อ.แม่ทะ ลำปาง, สสจ.ลำพูน ทำงานร่วมกับหมอ 1 (อสม.) หมอ 2 (สหวิชาชีพ) หมอ 3 (แพทย์)
- กลไกท้องถิ่น — อบจ.สงขลา เทศบาลนครนนทบุรี และเทศบาลตำบล/อบต. อีกหลายแห่ง
- พมจ. — พมจ.สกลนคร บรรจุแนวทางสุขเป็นในการพัฒนาศักยภาพ อพม. ทุกอำเภอ
- กลไกระดับอำเภอ (พชอ.) — อ.เวียงชัย เชียงราย และ อ.แม่ทะ ลำปาง นับกระบวนการจิตวิทยาเชิงบวกเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ พชอ.
- ระบบการศึกษา — วิทยาลัยเชียงราย มรภ.สกลนคร และ ม.บูรพา เกิดทั้งรายวิชา บริการวิชาการ และพื้นที่ปลอดภัยของนักศึกษา
- หน่วยวิชาการกรมสุขภาพจิต — ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 อุบลราชธานี นำสุขเป็นเข้าโครงการนำร่องวัด CMHI ใน 4 พื้นที่
- ภาคประชาสังคม — กลุ่มเพื่อนเพื่อเด็กและเยาวชนลำปาง เครือข่ายสุขภาวะอ่างทอง เครือข่ายสูงอายุพังงา เครือข่ายคนสร้างยิ้มสกลนคร
- ภาคีเครือข่ายของ สสส. — โครงการบูรณาการปัจจัยเสี่ยงฯ เชียงราย เครือข่ายงดเหล้า อ.เวียงชัย ศรร.ภาคเหนือ และเวทีโชว์แชร์เชื่อม
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์
สุขภาวะทางจิตของประชาชน
ประเมินระดับความสุข 15 ข้อของกรมสุขภาพจิต จากประชาชนใน 15 จังหวัด 58,524 คน (ม.ค.–พ.ค. 2568) พบว่าคนส่วนใหญ่มีระดับความสุขเทียบเท่าคนทั่วไป แต่มีผู้ที่มีระดับความสุขต่ำกว่าคนทั่วไปร้อยละ 14 และมี 3 ทักษะที่คะแนนต่ำกว่า 2.00 จากคะแนนเต็ม 3.00
3 ทักษะที่ประชาชนมีคะแนนต่ำที่สุด
คะแนนเฉลี่ยรายข้อ · เต็ม 3.00 · n = 58,524
ข้อมูลชุดนี้ใช้เป็นทั้งฐาน Baseline และโจทย์ออกแบบเครื่องมือ โดยกำหนดว่าเนื้อหาขั้นต่ำที่ภาคีนำไปใช้ควรมุ่งเน้น การเข้าใจสภาวะตนเอง การล้มแล้วลุกไว และการจัดการอารมณ์ความรู้สึก
ผลลัพธ์ระดับบุคคล · แกนนำ (CAs) เทียบประชาชนทั่วไป
แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p<0.001
พบความสัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลางค่อนข้างสูง (r = 0.594–0.695) ระหว่างทักษะสร้างสุข สุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA และระดับความสุข ยืนยันว่ากระบวนการพัฒนาภายในอย่างต่อเนื่องส่งผลต่อสุขภาวะทางจิตได้จริง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
การฆ่าตัวตายลดลงต่อเนื่อง
พื้นที่ที่เคยมีสถิติสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของจังหวัด พบจำนวนเหตุการณ์ลดลงจาก 18 เหลือ 13, 8 และ 3 ราย ในปีล่าสุด ส่วน ต.โปงทุ่ง ที่ อสม. ดูแลใกล้ชิด ไม่มีเหตุการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
CMHI ปี 2569 ที่โปงทุ่ง 100.80 · ค่าเฉลี่ยประเทศ 87.10ผู้ป่วย NCDs ลดยา–หยุดยาได้
ระบบปฐมภูมิปรับมุมมองทีมหมอ 1-2-3 ให้มองผู้ป่วยด้วยจิตเมตตาและรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ ก่อนชวนใคร่ครวญถึงคุณค่าของการมีสุขภาพดี
“ออกหน่วยหรรษา” ได้รับคัดเลือกเป็นนวัตกรรมสุขภาพจิตระดับเขตสุขภาพที่ 1ผู้ป่วยจิตเวชรุนแรงลดกว่า 10 เท่า
ชุมชนปรับมุมมองต่อผู้ป่วย ช่วยดูแลเรื่องการกินยาและเฝ้าระวังอาการ ทำให้ผู้ป่วยที่ต้องให้ตำรวจนำส่งโรงพยาบาลลดลงจากราว 20 ราย/เดือน เหลือ 1–2 ราย/เดือน
เปลี่ยนนิยาม “ผู้ป่วยจิตเวช”
ทีม พชอ. เปลี่ยนมุมมองจาก “ภาระที่ไม่มีทางหาย” เป็น “ผู้ที่ยังกลับมามีคุณค่าและใช้ชีวิตปกติได้หากรักษาต่อเนื่อง” ทำให้กลุ่มขาดยายอมเข้าสู่ระบบติดตามมากขึ้น
เข้าเทศบัญญัติท้องถิ่น
ผลักดัน “โครงการสร้างสุขใจให้สุขเป็น” เข้าสู่เทศบัญญัติ ทำให้กิจกรรมที่เคยขับเคลื่อนด้วยงบเป็นครั้ง ๆ กลายเป็นภารกิจที่มีงบประจำและมีฐานกฎหมายท้องถิ่นรองรับ
คำตอบต่อคำถามว่า “เมื่อโครงการจบ งานจะไปต่ออย่างไร”ฝังเข้าหลักสูตรมหาวิทยาลัย
ม.บูรพา คณะนิเทศศาสตร์ เปิดรายวิชา “ไลฟ์ พลัส (Life Plus)” 2 หน่วยกิต และ มรภ.สกลนคร เปิดวิชา “การปรับตัวและฟื้นคืนสุขภาวะ” สำหรับนักศึกษาปี 1
ผลิตซ้ำได้ทุกปีการศึกษาพื้นที่ดูแลใส่ใจ (Caring Space) ที่งอกจากทุนของชุมชนเอง
พื้นที่ปลอดภัยที่แกนนำริเริ่มขึ้นเองโดยไม่ใช้งบประมาณโครงการ ได้แก่ ศาลาพักใจ ต.เกาะแต้ว สงขลา ที่ อสม. เปิดใต้ถุนบ้านตนเองเป็นมุมพบปะแบ่งปันสุขทุกข์ · มุมแคร์ใจ วิทยาลัยเชียงราย · มุมจอยใจ มรภ.สกลนคร · มุมระบายใจ หน้าห้องขึ้นทะเบียนผู้เปราะบาง สำนักงาน พมจ.สกลนคร · และ ชมรมใจยิ้มสุขเป็น ต.ไชยราช ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งหมดเป็นแบบตั้งต้นเชิงประจักษ์ของกลไก “ลานใจในชุมชน” ที่จะขยายผลในระยะต่อไป
ดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น (CMHI) ปี 2569
พื้นที่โครงการเทียบค่าเฉลี่ยประเทศและพื้นที่บริบทใกล้เคียงที่ไม่เข้าร่วม
มิติ “การดูแลสุขภาพจิตในชุมชน” พื้นที่โครงการมีคะแนนสูงกว่าพื้นที่เปรียบเทียบแทบทุกข้อ ส่วนมิติ “ลักษณะทางสังคมประชากร” ที่เกี่ยวกับรายได้เลี้ยงชีพและการตีตราผู้ป่วย ยังต่ำทั้งสองฝั่ง — เป็นโจทย์ท้าทายด้านสภาพแวดล้อมในชุมชน
ผลสำเร็จเทียบตัวชี้วัด
ผลการดำเนินงานสะสมเทียบเป้าหมายตามที่ออกแบบโครงการไว้ ข้อมูล ณ มิถุนายน 2569 — ก่อนสิ้นสุดโครงการ 1.5 เดือน
ทุกตัวชี้วัดทะลุเส้นเป้าหมาย
แถบที่ข้ามเส้นประ = เกิน 100% ของเป้า
| ตัวชี้วัด | ผลที่เกิดขึ้นจริง | เทียบเป้าหมาย |
|---|---|---|
| แกนนำสุขเป็น (CAs) ที่ Active | 567 คน | 126% ของเป้า 450 คน / 15 จังหวัด |
| ชุมชน/กลุ่มที่ขับเคลื่อนต่อเนื่อง | 108 แห่ง | 108% ของเป้า 100 แห่ง |
| CAs ที่ผ่านการอบรมสะสม | 1,734 คน | เป้าหมายคือผู้ผ่านการอบรมจะ Active อย่างน้อย 30% — ทำได้ราว 35% |
| ผู้ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมของ CAs | 46,769 คน | 104% ของเป้า 45,000 คน |
| ประชาชนที่ได้รับการประเมินดัชนีความสุข 15 ข้อ | 58,524 คน | ใช้เป็นฐานข้อมูล Baseline ของโครงการ |
| กิจกรรมสุขเป็น (ฉบับปรับปรุง) ครอบคลุม 8 ทักษะ | 42 กิจกรรม | 140% ของเป้าไม่น้อยกว่า 30 กิจกรรม |
| คลิปบทเรียนความสำเร็จ | 103 คลิป | 172% ของเป้าไม่น้อยกว่า 60 คลิป |
| ทรัพยากรสมทบจากพื้นที่ (Matching Fund) | 5.297 ล้านบาท | 132% ของเป้า ~4 ล้านบาท (30% ของงบกิจกรรม) |
| เครือข่ายเรียนรู้ออนไลน์ เพจ “สุขเป็น” | 1,800+ คน #สุขเป็น 5,800+ | 120% ของเป้า 1,500 คน และแฮชแท็กไม่น้อยกว่า 5,000 |
หมายเหตุ — CAs ระดับ Active หมายถึงผู้นำทีม/ผู้จัดกระบวนการที่จัดกิจกรรมสุขเป็นในงานปกติและสื่อสารเรื่องสุขเป็นได้ ในจำนวนนี้มี CAs ระดับ Buddy ที่บูรณาการกับงานปกติต่อเนื่อง ประสานเข้าถึงทุน ทำโครงการ/แผน/ข้อบัญญัติได้มากกว่า 60 คน ส่วนชุมชนขับเคลื่อนแบบต่อเนื่อง-ยั่งยืนมีมากกว่า 60 แห่ง ทั้งนี้ฐานข้อมูลกิจกรรมครอบคลุมการทำงานถึง 18 จังหวัด (รวมจังหวัดคู่ขนาน) แต่การรายงานเทียบเป้ายึด 15 จังหวัดหลักตามข้อเสนอโครงการ
บทเรียนและปัจจัยความสำเร็จ
สังเคราะห์จากรายงานถอดบทเรียน 15 พื้นที่ ครอบคลุมทั้งพื้นที่ที่ทำงานลุ่มลึกสำเร็จ พื้นที่ที่ Plug-in เข้าระบบได้ และพื้นที่ที่ไม่สำเร็จ
5.1เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงภายในของคนทำงาน
จุดแข็งที่สุดของสุขเป็นคือการทำให้แกนนำ “เปลี่ยนข้างใน” ก่อน แล้วการเปลี่ยนแปลงจึงแผ่ไปถึงครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และผู้รับบริการ เมื่อถูกบ่มเพาะจนเปลี่ยนแล้ว จึงเพิ่มทักษะให้ถ่ายทอดกระบวนการที่สนุก ผ่อนคลาย ปลอดภัย เท่าเทียม แบบ “ศาสตร์ความสุขแบบบ้าน ๆ”
5.2คัดสรร “คนที่ใช่/ทีมที่ใช่” ก่อนขยายพื้นที่
การใช้เวลาพิถีพิถันวิเคราะห์กลไกจังหวัดใหม่และหาผู้ประสานงานที่ชัดเจนก่อนเริ่มงาน แม้ทำให้ช่วงแรกดูช้า แต่เป็นเหตุให้อัตราการขับเคลื่อนต่อเนื่องสูงและได้ CAs เกินเป้าในที่สุด
5.3Plug-in กับภารกิจปกติ ยั่งยืนกว่าสร้างกิจกรรมใหม่
เมื่อสุขเป็นกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้งานประจำของหน่วยงานได้ผลดีขึ้น หน่วยงานจึงยินดีสมทบทรัพยากรเอง สะท้อนจากยอด Matching Fund เกิน 5 ล้านบาท และหลายแห่ง “ลงทุนเอง” เพื่อพัฒนาบุคลากรภายใน
5.4งานฐานใจเติมเต็มช่องว่างของระบบบริการ
เสียงสะท้อนจากแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวผู้รับรางวัล “คนดีศรีปฐมภูมิ” ระดับประเทศ สรุปว่า การสอนความรู้ซ้ำ ๆ ไม่ทำให้ผู้ป่วยปรับพฤติกรรม แต่การปรับการสื่อสารของผู้เยียวยาให้สัมผัสใจผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยเปิดใจ วางใจ และตัดสินใจปรับเปลี่ยนได้ — สอดคล้องกับหลักฐานสากลเรื่อง Task-sharing และ Empathic listening
5.5เครือข่ายเรียนรู้ทำให้ผลไม่หยุดที่กิจกรรม
กลุ่มไลน์ระดับพื้นที่มากกว่า 15 กลุ่ม และชุมชนออนไลน์ที่เผยแพร่กิจกรรมและแนวทางต่างบริบท เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจต่อเนื่อง ทำให้เกิดการนำไปทำซ้ำและต่อยอดโดยไม่ต้องมีใครสั่ง
5.6แกนนำที่มีอำนาจตัดสินใจ คือคานงัดของการ Plug-in
พื้นที่ที่เชื่อมงานเข้าสู่ระบบได้สำเร็จ ล้วนมีแกนนำที่ดำรงตำแหน่งบริหารหรือได้รับการยอมรับสูงในหน่วยงาน — ผู้บริหาร ทต.หลักห้า, แพทย์ผู้เชี่ยวชาญปฐมภูมิ รพ.แม่ทะ, อาจารย์ระดับบริหารหลักสูตร มรภ.สกลนคร และวิทยาลัยเชียงราย บทเรียนนี้ชี้ว่าการคัดเลือกแกนนำต้องพิจารณา “อำนาจตัดสินใจและการยอมรับในระบบ” ควบคู่กับความมุ่งมั่นจากภายใน
5.7บทเรียนจากพื้นที่ที่ไม่สำเร็จ
จาก สสจ.พังงา และเทศบาลเมืองพัทยา ได้บทเรียน 2 ข้อ — (1) งานสุขภาพจิตเชิงบวกต้องสอดคล้องกับเป้าหมายหรือนโยบายหลักขององค์กร กรณีพัทยาที่มีวาระการพัฒนาเมืองซึ่งจับต้องได้ทางการเมืองชัดเจนกว่า ทำให้สุขเป็นไม่ถูกจัดลำดับความสำคัญ (2) การเชื่อมงานที่ผูกกับตัวบุคคลหรือกลุ่มงานเดียว เสี่ยงหยุดชะงักเมื่อบุคลากรโยกย้ายหรือเกษียณ จึงต้องออกแบบให้เชื่อมกับหลายกลุ่มงานตั้งแต่ต้น
ความท้าทาย และสิ่งที่ต้องทำต่อ
ระยะที่ 2 พิสูจน์แล้วว่ากระบวนการสุขเป็นเปลี่ยนสภาวะภายในระดับบุคคลได้จริง กลไกชุมชนที่มีแกนนำเข้มแข็งบูรณาการงานสุขภาพจิตเข้ากับภารกิจปกติและระดมทรัพยากรท้องถิ่นได้ และปัจจัยเอื้อสำคัญคือการเชื่อมกับระบบบริการปฐมภูมิและกลไกท้องถิ่น — แต่บทเรียนจากความสำเร็จนี้เองชี้ว่างานยังไม่จบ
6.1ช่องว่างเชิงระบบของประเทศยังกว้าง
ไทยมีบุคลากรวิชาชีพหลักด้านสุขภาพจิต 4 สาขารวมกันเพียง 9.5 คนต่อประชากรแสนคน ขณะที่ผลสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตระดับชาติ ปี 2566 ประเมินว่ามีผู้ป่วยจิตเวชราว 4 ล้านคน แต่เข้าถึงการรักษาเพียงร้อยละ 38.75 การใช้แกนนำชุมชนที่มิใช่บุคลากรวิชาชีพร่วมดูแลสุขภาพจิต จึงเป็นความจำเป็นเชิงโครงสร้าง มิใช่ทางเลือกเสริม
6.2ทักษะจัดการใจในภาวะวิกฤตของประชาชนยังต่ำ
3 ทักษะที่คะแนนต่ำกว่า 2.00 จากฐานข้อมูล 58,524 คน ชี้ว่าหากขาดทักษะรับมือเมื่อเผชิญภาวะกดดัน ประชาชนเสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพจิตได้ง่าย จำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือที่เจาะจง 3 ทักษะนี้และส่งเสริมอย่างเข้มข้นในระดับชุมชน
6.3การคงอยู่ของแกนนำต้องมีระบบดูแล
CAs ที่ Active มีประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ผ่านการอบรม ส่วนใหญ่เป็นคนในระบบที่มีภารกิจมาก การสร้างแกนนำอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีระบบ “ดูแลใส่ใจแกนนำ” (Caring for CAs) เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ และคัดสรรเพิ่มแกนนำที่อยู่ในชุมชนเป้าหมายเอง
6.4เครื่องมือสุขภาพจิตชุมชนยังทำงานแยกส่วน
เครื่องมือที่ สสส. สนับสนุน — ปฐมพยาบาลใจ, เว็บแอป “ต่อ เติม ใจ”, นักส่งเสริมสุขภาพจิตชุมชน และสุขเป็น — ยังต่างคนต่างทำ ช่วงท้ายโครงการได้เริ่มหารือเพื่อบูรณาการเป็นชุดเครื่องมือ ส่งเสริม–ป้องกัน–เฝ้าระวัง–ส่งต่อ–ฟื้นฟู แล้ว ต้องเดินหน้าต่อให้ครบวงจร
6.5ต้องยกระดับจากพัฒนาแกนนำ สู่การมุ่งเป้าผลลัพธ์ทั้งชุมชน
ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนเป็นไปตามความสนใจและบริบทของแกนนำ ยังไม่ได้มุ่งเป้าประชากรทั้งชุมชนอย่างเป็นระบบ ขณะที่แนวทางงานสุขภาพจิตของ สสส. ปี 2569–2571 กำหนดเป้าตามตัวชี้วัด ก.พ.ร. ให้ประชากรในชุมชนอย่างน้อย 100 ชุมชน มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตลดลงร้อยละ 10 ภายในปี 2571
6.6ผลลัพธ์ต้องฝังในกลไกท้องถิ่นถาวร
ผลลัพธ์ส่วนหนึ่งยังพึ่งพาโครงการ กรณีเทศบัญญัติ ทต.หลักห้า และรายวิชาของมหาวิทยาลัย พิสูจน์ว่าการฝังงานในกลไกปกติทำได้จริง จำเป็นต้องออกแบบให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่
6.7แปลง “ทุนมนุษย์” เป็น “ทุนสถาบันและทุนเชิงนโยบาย”
พื้นที่ที่เปลี่ยน “คน” ให้กลายเป็น “วิธีทำงานขององค์กร” จะเดินหน้าต่อได้เอง ขณะที่พื้นที่ที่การเปลี่ยนแปลงยังผูกกับบุคคล มีโอกาสหยุดชะงักเมื่อบริบทเปลี่ยน ระยะต่อไปจึงควร (1) วิเคราะห์ว่าใครคือเจ้าของระบบ และทำให้เป็นเจ้าของร่วมตั้งแต่ต้น (2) ยกระดับพื้นที่ต้นแบบสู่ Community of Practice และ Learning Platform (3) พัฒนาจาก “เครื่องมือจัดกิจกรรม” สู่ “เครื่องมือสร้างระบบ” (4) พัฒนาตัวชี้วัดที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ควบคู่ตัวชี้วัดระดับบุคคล
ทิศทางระยะต่อไป: สุขภาพจิตชุมชนแบบ “สุดทาง”
ประสบการณ์จากแม่ทะ ดอยเต่า เวียงชัย เบญจลักษ์ ลืออำนาจ พมจ.สกลนคร และเมืองสงขลา ชี้ว่าความเป็นชุมชนแยกไม่ได้ระหว่างงานส่งเสริมป้องกันกับการดูแลรักษาฟื้นฟู
ครอบคลุม 3 มิติ ทั้งระดับบุคคล ชุมชน และระบบนิเวศชุมชน