1. บริบทของกลไกในพื้นที่และการเริ่มต้น (Context & Entry Point)
ศูนย์ใจยิ้ม ตั้งอยู่ในพื้นที่ อบต.ไชยราช ตำบลไชยราช อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตำบลไชยราชครอบคลุมพื้นที่ 6 หมู่บ้าน และมี รพ.สพ.2 แห่ง เป็นหน่วยปฐมภูมิในการดูแลสุขภาพของคนในตำบล โดยหมู่ 1 และ หมู่ 2 อยู่ในขอบเขตการให้บริการของ รพ.สต.บ้านบางเจริญ และ ม. 3-6 อยู่ในขอบเขตการให้บริการของ รพ.สต.ไชยราช
จุดเริ่มต้นของ ศุนย์ใจยิ้ม เกิดจาก วรัญณีย์ วงษ์คลัง เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน ซึ่งขณะนั้นรับผิดชอบงานด้านสุขภาพจิตของ รพ.สต.ไชยราช เห็นว่าประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบกำลังเผชิญสถานการณ์ด้านสุขภาพจิต ทั้งสถิติการฆ่าตัวตาย และแนวโน้มภาวะซึมเศร้า โดยปี 2565 ต.ไชยราช มีผู้ป่วยซึมเศร้าจำนวน 13 ราย เพิ่มจากปี 2564 ที่มีจำนวนผู้ป่วยซึมเศร้า 11 ราย และมีผู้ป่วยจิตเภท ปี 2565 จำนวน 9 ราย ซึ่งเพิ่มจากปี 2564 ที่มี 8 ราย ในขณะเดียวกันก็เห็นช่องว่างของการทำงานว่า มีเพียงการคัดกรองสุขภาพจิตให้กับคนในชุมชนแค่ปีละครั้ง ซึ่งไม่ทันต่อสถานการณ์ ดังนั้น เมื่อมูลนิธิแพธทูเฮลท์เข้ามาชักชวนให้ทำงานเรื่องสุขภาพจิตที่ “ต้นน้ำ” จึงเกิดความสนใจ และชวนทีม อสม.มาร่วมขับเคลื่อนด้วยกัน
อสม.ที่ตั้งต้นเป็นแกนนำทำงานเรื่องนี้คือ มลฤดี ยูเภ ซี่งสนใจงานสุขภาพจิตและเคยได้รับรางวัล อสม.ดีเด่นด้านสุขภาพจิตระดับภาค ผลงานที่น่าสนใจคือ การเปิดศูนย์บริการให้คำปรึกษาภายใต้ชื่อ “ศูนย์ใจยิ้ม” และภัศรา วิลัยลักษณ์ ซึ่งทำงานร่วมกับมลฤดี และมีความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิต และทีม อสม.หลักๆ อีก 2-3 คน ซึ่งทาง รพ.สต.ไชยราช ได้เข้าร่วมโครงการสุขเป็นตั้งแต่ระยะที่ 1 (กรกฎาคม 2565 ถึง มิถุนายน 2567) และดำเนินงานต่อเนื่องจนถึงระยะที่ 2 ของโครงการ
2. การสร้างกลไกหลักและการพัฒนา Change Agents (ทั้งด้าน content และ mobilization) เริ่มแรกของการทำงานเรื่อง “สุขภาพจิตเชิงบวก” ที่มูลนิธิแพธทูเฮลท์เข้ามาชักชวนและพัฒนาให้กับทีมรพ.สต.ไชยราชนั้น เน้นการพัฒนาแกนนำหลักให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงภายใน” ก่อน โดยใช้กระบวนการพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน เติมแนวคิดกันเป็นระยะ ภายใต้กระบวนการที่เรียกว่า “7-3-3-3” ซึ่งใช้ระยะเวลา 6 เดือน
กระบวนการนี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดี เนื่องจากคนทำงานเห็นว่า เกิดผลลัพธ์กับตัวเอง เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งจากการสังเกตของตัวเองและคนรอบข้าง เช่น รู้สึกตัวเองใจเย็นลง มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวมากขึ้น สัมพันธภาพระหว่างตัวเองและครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานดีขึ้น ซึ่งกระบวนการพัฒนาแบบ “7-3-3-3” นี้ ทีมหลักของ รพ.สต.ไชยราช ระบุว่า ไม่ใช่การที่มูลนิธิแพธทูเฮลท์มาอบรมให้ แต่คือการลงมา “พบปะ พูดคุย ไถ่ถามทุกข์ สุข” และ “ตั้งคำถาม” ชวนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากภายในและมองภาพงานไปข้างหน้า
“เหมือนแพธ (มูลนิธิแพธทูเฮลท์) มาเปิดพื้นที่ให้ได้เราได้ระบาย ทุกครั้งที่ลงมา ไม่ได้มาตามงาน แต่มาพูดคุยไถ่ถามทุกข์-สุข เวลาเรามีปัญหา เขาเหมือนเพื่อนคู่คิดทำให้เรารู้สึกว่าได้รับการหนุนเสริม มีพลังกลับไปทำงานต่อ”
มลฤดี ยูเภ ประธานศูนย์ใจยิ้ม อสม. รพ.สต.ไชยราข
อสม.และแกนนำในชุมชนที่รวมตัวกันทำงานด้านสุขภาพจิตเชิงบวกภายใต้ศูนย์ใจยิ้มมีราว 30 คน โดยแบ่งบทบาทกันเป็นทีมกระบวนกรทำกิจกรรมกับคนในชุมชนและทีมสนับสนุนซึ่งมีหน้าที่ให้การสนับสนุนทีมกระบวนกรในการทำงาน อย่างไรก็ตาม ทั้งทีมกระบวนกรและทีมสนับสนุนมีอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญคือบทบาท “เพื่อนคู่คิด” เนื่องจากทุกคนทำงานในพื้นที่ มีโอกาสได้พูดคุยและรับฟังเรื่องราวต่างๆ จากคนในชุมชน มูลนิธิแพธทูเฮลท์จึงได้เพิ่มศักยภาพของแกนนำด้วยการจัดอบรม “การฟังด้วยหัวใจ” เพื่อให้แกนนำมีความสามารถในการรับฟังอย่างเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคู่สนทนา และมีทักษะในการเป็นผู้ฟังที่ดี
ด้วยกระบวนการพัฒนาทั้งแบบ “7-3-3-3” และเสริมศักยภาพของแกนนำด้านการฟัง ทำให้แกนนำศูนย์ใจยิ้มนอกจากจะเกิดความเปลี่ยแปลงในระดับตนเองแล้ว ยังได้นำไปใช้กับคนรอบข้าง ตัวอย่างของ “หนิง” แกนนำคนหนึ่งของศูนย์ใจยิ้มเล่าว่า เธอใจเย็นลง รับมือกับเรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามากระทบได้ดีขึ้น จากที่เคยเครียดมากเนื่องจากสามีเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ต้องเจอปัญหาจากลูกบ้านแทบทุกวัน หลังจากรู้จักสุขเป็นก็ปล่อยวางมากขึ้น รู้จัก “ขอบคุณตัวเอง” ที่เข้มแข็งและคอยสนับสนุนการทำงานของสามีได้
“เคยมีคนบอกว่าเราบ้าหรือเปล่าที่ตื่นเช้ามาก็ให้ขอบคุณตัวเอง แต่เราคิดว่านี่คือการสร้างกำลังใจ และเยียวยาตัวเองไปพร้อมกัน และได้แนะนำให้ลูกสาวรู้จักขอบคุณตัวเองด้วย เขาจะได้ผ่านเรื่องเศร้าที่มีบุตรยากได้”
หนิง · แกนนำศูนย์ใจยิ้ม รพ.สต.ไชยราช · 3. การบูรณาการเข้ากับงานหรือระบบของพื้นที่ (ทั้งด้าน content และ mobilization)
เนื่องจากวรัญณีย์ รับผิดชอบงานด้านสุขภาพจิตของ รพ.สต. ไชยราช อยู่แล้ว จึงได้นำ “สุขเป็น” ไปใช้ในฐานะ “เครื่องมือ” การทำงานเชิงรุก โดยใช้กลไก อสม.ซึ่งมีกลุ่มใจยิ้มเป็นทีมทำงานหลัก นำกิจกรรมของโครงการสุขเป็นไปใช้จัดบูธในงานวันเด็กและจัดเป็นฐานการเรียนรู้ในโรงเรียน สำหรับคนในชุมชน ทาง รพ.สต.ไชยราชก็ได้ใช้กิจกรรมของสุขเป็นในการทำงานชุมชน เช่น การนำกิกจรรมสุขเป็นไปใช้จัดกิจกรรมกับผู้สูงอายุ และการประชุมหมู่บ้าน นอกจากนี้ ในฐานะที่แกนนำซึ่งส่วนใหญ่เป็น อสม.และทำบทบาท “เพื่อนคู่คิด” มีภารกิจงานเยี่ยมบ้านอยู่แล้ว จึงได้นำเนื้อหาใน 12 ทิปส์ ไปพูดคุย บอกต่อ และแนะนำให้คนในชุมชนได้ลองทำโดยยกตัวอย่างผลลัพธ์ที่ตัวเองลองทำแล้วได้ผลให้กับคนในชุมชนได้เห็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ ต.ไชยราชซึ่งมีทั้งหมด 6 หมู่บ้าน มี รพ.สต. 2 แห่งคือ รพ.สต.ไชยราช และ รพ.สต.บ้านบางเจริญ รับผิดชอบดูแลสุขภาพของคนในชุมชนโดยแบ่งพื้นที่กันชัดเจน โดย รพ.สต.ไชยราชดูแล 4 หมู่บ้าน ทำให้การทำงานด้านสุขภาพจิตเชิงบวก ยังไม่ครอบคลุมทั้งตำบล ประกอบกับสถานการณ์เรื่องการเมืองในท้องถิ่นที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทำให้ทีมงานศูนย์ใจยิ้มซึ่งมีสำนักงานตั้งที่อยู่ อบต.ไชยราทำงานค่อนข้างลำบากเนื่องจากถูกมองว่าอยู่ภายใต้การบริหารงานของ อบต.ไชยราช ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ ศูนย์ใจยิ้ม ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่ม อสม.ที่สนใจทำงานเรื่องสุขภาพจิตไม่มีความเกี่ยวข้องกับ อบต. เพียงแค่ได้รับความอนุเคราะห์ที่ตั้งสำนักงานจาก อบต.เท่านั้น ทำให้งานสุขภาพจิตเชิงบวกที่ศูนย์ใจยิ้มขับเคลื่อน ยังไม่มีการเชื่อมโยงกับท้องถิ่น ประกอบกับ วรัญณีย์ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญใน รพ.สต.ไชยราช ได้โยกย้ายการทำงานไปที่ สสอ.บางสะพานน้อย ทำให้งานสุขภาพจิตเชิงบวกยังไม่ถูกผลักดันให้เป็นนโยบายของ รพ.สต.
4. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่เข้าร่วมโครงการสุขเป็น ศูนย์ใจยิ้ม รพ.สต.ไชยราชดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตเชิงบวกในพื้นที่กับกลุ่มเป้าหมายทั้งเด็กและเยาวชน กลุ่มประชากรทั่วไป และกลุ่มผู้สูงอายุ ส่งผลสำคัญ 3 เรื่อง คือ
4.1 ผลลัพธ์สุขภาพจิตระดับบุคคล พบว่า อสม.และแกนนำชุมชนศูนย์ใจยิ้ม มีมุมมองเชิงบวกต่อสิ่งรอบตัวมากขึ้น มีทักษะรับมือต่อสถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น ปล่อยวาง ภาวะเครียดน้อยลง หลายคนความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้นด้วย ส่วนในการทำงานก็พบว่า ช่วยให้ความสัมพันธ์ของทีมดีขึ้น ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีม
“เราใช้สุขเป็นกับตัวเอง ก็เข้าใจพ่อที่ติดเหล้าและอารมณ์ร้อน ก็ค่อยๆ คุยเล่นกับพ่อ รื้อฟื้นความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วยบทสนทนาแบบกระเซ้าเย้าแหย่กัน ได้ยินเสียงหัวเราะของคนในครอบครัวบ่อยขึ้น สังเกตว่าพ่อใจเย็นลง และลดการดื่มเหล้าด้วย”
แอ๋ว · แกนนำกลุ่มใจยิ้ม รพ.สต.ไชยราช
“เมื่อก่อนเราเป็นคนเครียด ทำงานโดยแบกความคาดหวัง ทำให้ทีมเครียดไปด้วย และถ้าเราไม่เปลี่ยน ทีมก็ต้องรับความเครียดจากเรา ทำให้การทำงานไม่มีความสุข ผลลัพธ์ไม่เกิด ก็มาคิดว่า ถ้าเราทำงานเรื่องสุขภาพจิตแล้วยังไม่มีความสุข คนที่เราทำงานจะมีความสุขได้อย่างไร พอรู้จักสุขเป็น ลองเปลี่ยนตัวเอง เรามีความสุขมากขึ้น ทีมก็ทำงานอย่างมีความสุขไปด้วย”
วรัญณีย์ วงษ์คลัง · เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน สสอ.บางสะพานน้อย
4.2 ผลลัพธ์การทำงานสุขภาพจิตเชิงรูปธรรม มีการปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตของชุมชมากขึ้น เช่น
การคัดกรอง 2Q ซึ่งเป็นแบบสำรวจเบื้องต้น 2 ข้อด้านสุขภาพจิตกับทุกกลุ่มวัย ได้แก่ กลุ่มนักเรียน กลุ่มประชากรทั่วไป กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้พิการและด้อยโอกาส เพื่อแบ่งกลุ่มเป้าหมายให้สอดคล้องกับการดูแล โดยกลุ่มที่ยังไม่มีภาวะเสี่ยง กลุ่มใจยิ้มจะนำกิจกรรมจกกสุขเป็นมาจัดกระบวนการเพื่อให้กลุ่มนี้มีเครื่องมือในการดูแลตัวเอง สำหรับกรณีที่พบว่ามีความเสี่ยง ทีมใจยิ้มจะส่งต่อเพื่อให้เข้าถึงการรักษาต่อไป
การจับคู่ BUDDY บ้านที่มีผู้ป่วยสุขภาพจิตกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงภายใต้ชื่อโครงการ “บ้านคู่คิด พิชิตคู่ใจ” เพื่อดูแลและเฝ้าระวัง
4.3 ผลลัพธ์การขยายผลไปกลุ่มเป้าหมาย/พื้นที่อื่น พบว่า แม้ว่าศูนย์ใจยิ้มจะประสบปัญหาเรื่องการขยายพื้นที่ทำงานในพื้นที่ ต.ไชยราช เนื่องจากความขัดแย้งเกี่ยวกับการเมืองในท้องถิ่น แต่เมื่อเห็นความสำคัญของงานส่งเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก แกนนำจึงแสวงหาทรัพยากรและพื้นที่อื่นๆ ในการทำงาน เช่น การขยายผลด้วยการเป็นกระบวนกร นำแนวคิดและกิจกรรมสุขเป็นไปเผยแพร่ในพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดใกล้เคียง การร่วมกับ อบต.เขาล้าน อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขียนโครงการขอรับการสนับสนุนการทำงานจาก สสส.
ทั้งนี้ ในส่วนของงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ศูนย์ใจยิ้มมีแผนที่จะสร้างแกนนำเพิ่มขึ้น ขยายแนวคิดสุขเป็นในกลุ่มเยาวชนในโรงเรียน สร้างแกนนำนักเรียนที่ทำงานด้านสุขภาพจิตเพราะมองเห็นข้อจำกัดของตัวเองในการเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่น การทำงานกับโรงเรียนขยายโอกาส 10 แห่งและโรงเรียนมัธยมศึกษา 1 แห่งในพื้นที่ เปิดห้องเรียนพ่อแม่ และทำกิจกรรมกับโรงเรียนผู้สูงอายุเดือนละ 1 ครั้ง โดยทั้งหมดจะบูรณาการแนวคิดและใช้เครื่องมือ/กิจกรรม จากโครงการสุขเป็น
5. ปัจจัยความสำเร็จและความท้าทาย
จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น อาจกล่าวได้ว่า ความสำเร็จในการทำงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกของศูนย์ใจยิ้ม คือการมีกลุ่มแกนนำที่เข้มแข็ง มีแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นในการทำงาน มีทักษะการเป็นกระบวนกร รวมถึงรู้จักแสวงหาทรัพยากรในการดำเนินงานต่อเนื่อง ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ เกิดจากกระบวนการทำงานที่เน้นการ “สร้างความเปลี่ยนแปลงภายใน” โดยแกนนำส่วนใหญ่ระบุว่า เพราะใช้สุขเป็นกับตัวเองแล้วเกิดผลดีจึงอยากบอกต่อคนอื่น ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของโครงการในการดำเนินงานที่เน้นสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในให้เกิดกับแกนนำเพื่อให้แกนนำนำสุขเป็นไปขยายผลในพื้นที่หรือ Plug in กับระบบ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ ต.ไชยราช ซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่ระยะแรกของโครงการ มูลนิธิ แพธทูเฮลท์ซึ่งเพิ่งเริ่มงานด้านสุขภาพจิตในขณะนั้นมีเป้าหมายให้พื้นที่ในระยะแรกเป็นพื้นที่ทดลองเครื่องมือ ทำให้ในระยะถัดมาการ Plug in กับระบบจึงไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่เป้าหมายหลักคือ การทำให้แกนนำในพื้นที่ทำงานระยะแรกสามารถขยายแนวคิด-เครื่องมือ การทำงานไปยังพื้นที่อื่นและเพิ่มจำนวนประชากรจิตดี
ความท้าทายที่ต้องเผชิญ ยังคงเป็นเรื่องการเมืองท้องถิ่นเพราะส่งผลต่อการดำเนินงานให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งตำบล รวมถึงการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง การยืนระยะของศูนย์ใจยิ้มหากโครงการสิ้นสุดลง โดยได้วางแผนเพื่อเผชิญความท้าทายดังนี้
5.1 การเพิ่มจำนวนแกนนำ และพัฒนาแกนนำให้เข้มแข็งทั้งด้านองค์ความรู้และทักษะ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ (Credit) เรื่องการทำงานด้านสุขภาพจิตให้กับศูนย์ใจยิ้ม
5.2 การแสวงหาทรัพยากรทำงานต่อเนื่อง ด้วยการเขียนโครงการขอรับการสนับสนุนจากแหล่งทุนต่างๆ การเปิดช่องทางการรับบริจาค เป็นต้น
5.3 การค่อยๆ เปลี่ยนผ่านการรับรู้ของคนในพื้นที่จากการอยู่ภายใต้การบริหารของ รพ.สต./อบต.ไชยราช เป็นกลุ่มอิสระ หรือภาคประชาสังคม ไม่ฝักใฝ่การเมืองกลุ่มใดๆ
5.4 การสร้างและขยายเครือข่ายคนทำงานด้านสุขภาพจิตทั้งในระดับพื้นที่และระดับภาคเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการทำงานและสนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน
6. บทเรียนสำหรับพื้นที่อื่น
6.1 เรื่องที่ควรขยาย-ทำต่อ
บทเรียนสำคัญที่ทำให้ศูนย์ใจยิ้มทำงานส่งเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกจนเกิดผลลัพธ์ข้างต้น คือ การพัฒนาแกนนำให้เข้มแข็ง ให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงจากภายใน” ก่อนลงสนามทำงานจริง ซึ่งกระบวนการดังกล่าว ค่อนข้างใช้เวลา เพราะโครงการเน้นหา “ตัวจริง” คือคนที่มีใจ มีแรงบันดาลใจ หรือสนใจที่จะทำงานเรื่องสุขภาพจิต เมื่อค้นพบแล้วจึงค่อยๆ พัฒนา ซึ่งโครงการให้เวลากับกระบวนการนี้ถึง 6 เดือน แต่ก็นับว่า เป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่า
นอกจากนี้ กระบวนการ AAR เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยพัฒนาศักยภาพแกนนำให้เข้มแข็ง โดยกระบวนการดังกล่าว วรัญณีย์ ในฐานะแกนนำและที่ปรึกษาของกลุ่มใจยิ้มทำทุกครั้งหลังจากที่แกนนำทำกิจกรรมในชุมชน เนื่องจากเห็นความสำคัญว่าการ AAR จะช่วยให้ทีมเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน ของตัวเองและพัฒนากระบวนการทำงานให้ดีขึ้นในครั้งถัดไป
6.2 เรื่องที่ควรพัฒนา
ด้านความลุ่มลึกของเนื้อหา เนื่องจากกิจกรรมในคู่มือของโครงการที่แกนนำนำไปใช้ออกแบบโดยใช้กรอบแนวคิดเรื่องจิตวิทยาเชิงบวกและทักษะที่สำคัญสำหรับการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก จึงเป็นความท้าทายที่แกนนำซึ่งไม่ได้มีพื้นฐานเรื่องจิตวิทยามาก่อนจะดำเนินกระบวนการด้วยความลุ่มลึก และอาจถูกท้าทายจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่อาจจะมีพื้นฐานด้านจิตวิทยา ทำให้แกนนำรู้สึกไม่มั่นใจในการดำเนินกระบวนการ
“เราเคยถูกผู้เข้าร่วมถามว่า จบจิตวิทยามาหรือเปล่า ถึงมาทำอบรมเรื่องนี้ ทำให้หมดความมั่นใจไปเลย”
ภัศรา วิลัยลักษณ์ · แกนนำศูนย์ใจยิ้ม
ความสามารถในการพัฒนาและปรับใช้กิจกรรมกับกลุ่มเป้าหมายอื่น เนื่องจากในการทำงานชุมชน แกนนำอาจเจอกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากกว่าชาวบ้าน เช่น ครู นักเรียน บุคลากรสำนักงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร้องขอให้แกนนำไปจัดกระบวนการให้ ในขณะที่กิจกรรมจากคู่มือของโครงการออกแบบมาสำหรับกลุ่มเป้าหมายในชุมชนเมื่อแกนนำนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายอื่นก็พบว่าไม่สอดคล้องกับการเรียนรู้และความสนใจ ดังนั้น แกนนำจึงต้องได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถในการปรับใช้กิจกรรมให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายมากขั้น
Key Persons ในการพัฒนากลไกการทำงานของศูนย์ใจยิ้ม
การดำเนินงานของศูนย์ใจยิ้มที่เข้มแข็งและยืนระยะได้นั้น ปัจจัยสำคัญคือมีแกนนำที่เห็นความสำคัญของการทำงานด้านสุขภาพจิต ทุ่มเท และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เพื่อต่อยอดงานเดิม โดยแกนนำสำคัญของศูนย์ใจยิ้ม ได้แก่
วรัญณีย์ วงษ์คลัง (อีฟ) เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน สสอ.บางสะพานน้อย
มลฤดี ยูเภ (อิ๋ว) ประธานศูนย์ใจยิ้ม
ภัศรา วิลัยลักษณ์ (ดรีม) เลขานุการศูนย์ใจยิ้ม



วรัญณีย์ วงษ์คลัง หรือ อีฟ เดิมเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ รพ.สต.ไชยราช รับผิดชอบงานด้านสุขภาพจิตก่อนจะโยกย้ายมาทำงานที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอบางสะพานน้อย แต่ก่อนหน้านั้น อีฟ เป็นแกนนำสำคัญของอำเภอบางสะพานน้อยในการดำเนินงานป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ทำให้อีฟรู้จักกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ในฐานะหน่วยวิชาการและคุ้นเคยกับแนวคิดและกระบวนการทำงานของมูลนิธิระดับหนึ่ง
มลฤดี ยูเภ หรือ อิ๋ว เป็น อสม.อยู่ที่ รพ.สต.ไชยราช และคุ้ยเคยกับอีฟในฐานะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกับ อสม.ที่ทำงานด้วยกัน อิ๋ว เป็น อสม.มาเกือบ 12 ปีแล้ว มีความสนใจงานด้านสุขภาพจิตเป็นพิเศษ โดยเมื่อทำงานเป็น อสม.ได้ 5 ปี ได้รวบรวมผลงานส่งเข้าประกอบ อสม.ดีเด่น และได้รับรางวัลระดับภาค ปัจจุบัน อิ๋ว ยังคงสนใจและทำงานด้านสุขภาพจิตในชุมชน แม้ว่า อสม.อื่นๆ ที่ได้รับรางวัลจะเปลี่ยนหน้างานไปรับผิดชอบด้านอื่น เพราะอิ๋วคิดเสมอว่า เรื่องสุขภาพใจสำคัญไม่น้อยไปกว่าสุขภาพกาย
ภัศรา วิลัยลักษณ์ หรือ ดรีม เพิ่งทำงาน อสม.ได้ 4 ปี ดรีมเรียนจบระดับปริญญาตรี เคยทำงานในกรุงเทพฯ แต่เมื่อเกิดความเจ็บป่วยทางใจ ดรีมจึงกลับมาอยู่บ้านโดยไม่ได้บอกใครว่าตัวเองป่วย ดรีมสมัครเข้ามาเป็น อสม.ตามคำแนะนำของแม่ และเมื่อลองเข้ามาเป็น อสม.แล้วก็รู้สึกสนุก ยิ่งมารู้จัก “สุขเป็น” ก็ยิ่งสนใจและอยากทำงานเพราะอยากคลี่คลายตัวเองโดยไม่ใช้ยา และอยากทำงานเชิงรุกเรื่องสุขภาพจิตในพื้นที่
อีฟ อิ๋ว และดรีม เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา อสม.ของ รพ.สต.ไชยราช จนพัฒนาเป็นกลุ่มใจยิ้ม ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่า อสม.กลุ่มนี้ จะดำเนินงานงานสุขภาพจิตเป็นหลัก อีฟมีบทบาทด้านวิชาการ คอยพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนให้ อสม.ในกลุ่มได้เรียนรู้ประเด็นใหม่ๆ ของงานสุขภาพจิต ความน่าสนใจของอีฟคือเป็นผู้นำที่รับฟัง ให้อิสระกับ อสม.ในการทำงาน และเป็นโคชของกลุ่ม กลุ่มใจยิ้มสามารถรวมกันและทำงานเป็นทีมได้ ปัจจัยสำคัญคือต้องมีผู้นำที่รับฟัง และมีทัศนคคิที่เห็นว่าทุกคนคือเพื่อนร่วมงาน เน้นความมีส่วนร่วม ไม่สั่งการ แม้ว่าโดยตัวอีฟเองจะเป็นข้าราชการและมีบทบาทเป็นหัวหน้าทีมของ อสม.ก็ตาม
สำหรับ อิ๋ว การเป็น อสม.มายาวนานเกือบ 12 ปี และการจับงานด้านสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่องสะท้อนว่าเป็นคน มุ่งมั่น แม้ว่าพื้นฐานการจบปริญญาตรีด้านการตลาดจะสามารถไปทำงานประจำอื่นๆ ได้ แต่อิ๋วรู้สึกว่า งานอาสาสมัครและการทำงานด้านสุขภาพจิตเป็นงานที่มีคุณค่า อิ๋ว มีความเป็นผู้นำ ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับทีม เสียสละ ใจกว้าง รับฟังความเห็นของเพื่อนในศูนย์ในยิ้ม
ดรีม แม้ว่าจะเป็นน้องเล็กสุดในทีม แต่ก็ไม่มีเรื่องช่องว่างระหว่างวัย หลังจากจบปริญญาตรีด้านการตลาดดรีมทำงานในกรุงเทพฯ ระยะหนึ่งก่อนกลับบ้าน ดรีมเป็นคน ตั้งใจทำงาน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เปิดรับสิ่งใหม่ๆ และพัฒนาตัวเองสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมารู้จักกกับโครงการสุขเป็น แม้ยังไม่ค่อยมั่นใจว่า แนวคิด กระบวนการ และเครื่องมือของสุขเป็นจะช่วยการทำงานเดิมของตัวเองอย่างไร แต่ดรีมก็ไม่ปิดกั้น เข้าร่วมวงพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกระบวนการที่มูลนิธิแพธทูเฮลท์นำมาโดยไม่มีอคติ
ด้วยบุคลิกลักษณะข้างต้นของแกนนำหลัก ทำให้เกิดส่วนผสมที่ลงตัวในการสร้างและพัฒนาทีมใจยิ้มให้เกิดความเข้มแข็งในการทำงานด้านสุขภาพจิตของพื้นที่ ต.ไชยราช แม้ว่าต่อมา อีฟจะย้ายมาทำงานที่ สสอ.บางสะพานน้อย แต่ก็ยังคงทำหน้าที่ในการโคช เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำในการทำงานของกลุ่ม รวมถึงการนำองค์ความรู้ด้านวิชาการของงานสุขภาพจิตมาส่งต่อให้กับกลุ่มใจยิ้มอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่ อิ๋ว และ ดรีม เป็นกำลังหลักในการต่อยอด ขยายงานสุขภาพจิตในพื้นที่ พัฒนากลุ่มใจยิ้มให้เป็นที่จดจำของคนในชุมชนในฐานะคนทำงานด้านสุขภาพจิต รวมถึงการวางรากฐานการทำงานในฐานะ “ภาคประชาสังคม” โดยการขอความอนุเคราะห์ใช้พื้นที่ของ อบต.ไชยราช เป็นทั้งสำนักงานและศูนย์ให้บริการปรึกษาด้านสุขภาพจิต แสวงหางบประมาณในการทำงานเอง
อีฟ อิ๋ว และดรีม มีแนวคิดเรื่องการเห็นคุณค่าในงานที่ทำ โดยมองว่างานสุขภาพจิตที่ทำอยู่เป็นงานที่ได้ช่วยให้คนในชุมชนมีความสุขหรืออย่างน้อยก็มีเครื่องมือในการรับมือกับความทุกข์ได้ ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ความบีบรัดทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมส่งผลให้คนเครียด นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น สัมพันธภาพ ภาวะเจ็บป่วยทางใจ ซึมเศร้า หรือป่วยจิตเภท ซึ่งทั้งสามคนเห็นว่า งานสร้างเสริมสุขภาพจิตที่ทำอยู่ช่วยคนได้มาก ทำให้คนไม่ก้าวไปสู่ภาวะเจ็บป่วยทางใจ ทั้งยังเป็นงานสำคัญที่สอดคล้องกับนโยบายของประเทศที่มุ่งเน้นการทำงานเรื่องสุขภาพจิตของคน
สำหรับอิ๋วและดรีม ไม่เพียงแต่รักและเห็นคุณค่าในงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเท่านั้น ทั้งสองคนยังรักและเห็นคุณค่าในงานอาสาสมัครสาธารณสุขที่ทำ งาน อสม.ไม่ใช่งานผู้ช่วยหมอ แต่คืองานอาสาทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพกายและใจดีขึ้น ทั้งคู่ไม่เพียงแต่มีบทบาทเป็น อสม.แต่ยังมีบทบาทอื่นๆ ที่เป็นอาสาสมัครของหมู่บ้าน เช่น บทบาท อสทร. และ อพม.
ในการทำงานด้านสุขภาพจิตนั้น มักมีภาพว่าเป็นการทำงานเชิงรับ คือ คัดกรองผู้มีแนวโน้มที่จะมีภาวะเครียด ซึมเศร้า หรืออื่นๆ แล้วส่งต่อเข้ารับการเยียวยา รักษา ซึ่งอีฟ อิ๋ว และดรีม เห็นว่า เรื่องสุขภาพจิตต้องทำงานเชิงรุกกับคนส่วนใหญ่ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้คนในชุมชนเจ็บป่วยด้วยภาวะทางใจ การรอให้คนเจ็บป่วยก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขทีหลังด้วยการส่งต่อรักษา อาจจะไม่ใช่แนวทางที่จะช่วยให้คนมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ ทั้งยังเป็นการทำงานที่ปลายเหตุ จึงพยายามหาเครื่องมือเพื่อทำงานเชิงรุก จนกระทั่งได้รู้จักกับโครงการสุขเป็น
“พี่ตุ้ม (เจ้าหน้าที่แพธทูเฮลท์) เข้ามาชวน เราเองก็สนใจเพราะว่าอยากหาเครื่องมือทำงานสุขภาพจิตที่เป็นเชิงรุกอยู่แล้ว พอได้มาทดลองกับตัวเองและได้ลองใช้ทำงานกับคนในชุมชนก็รู้สึกว่าดี ได้ผล ตอนนี้ ทีมเราทำงานเชิงรุก 70% และเหลือทำงานเชิงรับเพียง 30% เท่านั้น จากที่เมื่อก่อนงานสุขภาพจิต 100% คืองานคัดกรองซึ่งเป็นงานปลายน้ำ”
วรัญณีย์ วงษ์คลัง · เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน · สสอ.บางสะพานน้อย