กรณีศึกษาที่ 11 · กลไกสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

สสจ.พังงา

ข้อต่อของการเปลี่ยนผ่านกับการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก — กลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพังงา

จ.พังงา

1. บริบทของกลไกในพื้นที่และการเริ่มต้น (Context & Entry Point)

จังหวัดพังงา เป็นพื้นที่ที่มูลนิธิแพธทูเฮลท์มีต้นทุนทำงานตั้งแต่งานเพศวิถีศึกษา โครงการการป้องกันการตั้งครรภ์วัยรุ่นและโครงการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะ (Well-being) มาก่อนหน้านี้หลายปี โดยดำเนินงานร่วมกับกลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และเป็นพื้นที่ที่ทำงานได้เข้มแข็ง โดยกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานคือ เจียมใจ สามัคคีธรรม นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพ และได้รับการสนับสนุนในเชิงนโยบายจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด

เมื่อเริ่มจะขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกในระยะที่ 2 ในชื่อโครงการ “สุขเป็น” ซึ่งต้องดำเนินงานใน 15 จังหวัด พังงาจึงเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจและมีความคาดหวังว่า หากสามารถขับเคลื่อนงานผ่าน สสจ.ได้ การดำเนินงานก็จะครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด เพราะ สสจ.มีบทบาทเป็นหน่วยวิชาการให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่ และกลไกสำคัญอย่างหัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพก็กระตือรือร้น ทำงานลงลึกในเชิงเนื้อหา และขับเคลื่อนงาน (Mobilization) อย่างเข้มแข็ง อีกทั้ง โครงการก่อนหน้านี้ที่ทาง สสจ.ได้ร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ก็ได้สร้างแกนนำชุมชนและพื้นที่นำร่องไว้ 4 อำเภอ (จาก 8 อำเภอ) จึงกล่าวได้ว่า เป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนทั้งในเชิงกลไก แกนนำหลัก และความคุ้นเคยในเชิงกระบวนการทำงานร่วมกัน

2. การสร้างกลไกหลักและการพัฒนา Change Agents (ทั้งด้าน content และ mobilization)

เมื่อเริ่มหารือกับทางกลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพถึงแนวคิดการทำงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก ในขั้นแรกยังไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร เนื่องจากเห็นว่า งานสุขภาพจิตเป็นบทบาทของอีกกลุ่มงานสุขภาพจิตไม่ใช่ภารกิจของกลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพ จนกระทั่งโครงการได้จัดเวทีแลกเปลี่ยน “คนใต้หยัดได้สุขเป็น : ฟังใจแล้วไปต่อ” ระหว่างวันที่ 2-4 เมษายน 2568 ณ โรงแรมขนอมซันไรส์ รีสอร์ทแอนด์โฮเทล อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งในเวทีนี้ มีแกนนำคนทำงานสุขเป็นจากพื้นที่เดิมในระยะที่ 1 เช่น ประจวบคีรีขันธ์ มาร่วมแลกเปลี่ยนถึงแนวคิดและกระบวนการดำเนินงาน ทำให้คนทำงานจากพังงาเห็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น และเริ่มเห็นว่าการทำงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตคน เครื่องมือที่เปลี่ยนวิธีคิดคือ 12 Tips เพราะทำให้เห็นว่าการทำงานเรื่องสุขภาพจิตมีเรื่องของกายด้วย เท่ากับเป็นการป้องกันโรค

นอกจากนี้ เวทีปิดโครงการสุขเป็นระยะที่ 1 ที่ทีม สสจ.พังงาได้เข้าร่วม และได้แลกเปลี่ยนกับ พญ.ณัฐกานต์ จาก รพ.แม่ทะ จ.ลำปางที่นำสุขเป็นเข้าไปบูรณาการกับการปฐมภูมิ ก็ทำให้หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพมั่นใจว่า งานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกเป็นส่วนหนึ่งของงานส่งเสริมสุขภาพ จึงกลับมาเริ่มดำเนินงานโครงการสุขเป็นในพื้นที่

การดำเนินงานในพื้นที่เริ่มจากการพัฒนาแกนนำหลัก (ผู้นำการเปลี่ยนแปลง : Change Agent หรือ CAs) โดยใช้แกนนำเดิมที่มูลนิธิแพธทูเฮลท์เคยพัฒนาใหม่และเพิ่มกลุ่มคนที่สนใจที่จะดำเนินงานเรื่องสุขภาพจิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็น อสม.มาอบรมทำความเข้าใจและรู้จักเครื่องมือการทำงานผ่านกระบวนการ 7-3-3-3 เพื่อให้แกนนำได้ลองนำเครื่องมือไปใช้จนเกิดความเปลี่ยนแปลงภายในและนำไปสู่การขยายผลจากตัวเองไปสู่คนอื่นๆ ในชุมชน

3.แผนการพัฒนาเพื่อขยายการดำเนินงานและข้อจำกัดที่เกิดขึ้น

หลังจากเริ่มดำเนินงานได้เกือบปี มีการพัฒนาแกนนำและแกนนำได้บูรณาการงานสุขภาพจิตเข้าไปในภารกิจหลักของตัวเอง ก็เป็นเวลาที่หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพเกษียณอายุราชการ และ วัชระ พัฒนรักษ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพแทน อย่างไรก็ตาม วัชระ รู้จักและร่วมขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกมาก่อนหน้าที่จะเข้ารับตำแหน่ง โดยเป็นทีมขับเคลื่อนร่วมกับเจียมใจและแกนนำหลักคนอื่นๆ

การขับเคลื่อนในพื้นที่ยังดำเนินงานต่อเรื่อยมา โดยแผนที่วางไว้คือการขยายงานไปอีก 4 อำเภอ ซึ่งทางทีมโครงการจากมูลนิธิแพธทูเฮลท์ได้ประชุม หารือ และชักชวนกลุ่มงานส่งเสริมลงพื้นที่เพื่อพัฒนาแกนนำใหม่ใน 4 อำเภอด้วยกัน แต่ในช่วงเวลานั้น หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมติดภารกิจเรื่องการประเมิน จึงไม่ได้ร่วมลงพื้นที่ด้วย แต่ได้อำนวยความสะดวกให้กับทีมโครงการจากมูลนิธิฯ เช่น จัดหารถตู้สำหรับการเดินทาง การประสานแกนนำในพื้นที่เพื่อเข้าร่วมอบรม ทำให้ทีมโครงการจากมูลนิธิฯ ประเมินว่า แม้จะไม่ค่อยได้ลงพื้นที่ด้วยกัน แต่การทำงานก็ยังมีส่วนร่วม และได้วางบทบาทให้ทางหัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมให้เป็นทีมวิชาการ

เมื่อการลงพื้นที่ทำงานด้วยกันทำได้น้อย และเมื่อทีมโครงการจากมูลนิธิฯ สามารถประสานกับแกนนำในพื้นที่ได้โดยตรงเพราะสนิทสนมคุ้นเคยจากการทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้การปะสานงานบางอย่างไม่ผ่านกลุ่มงานส่งเสริม และเป็นจุดเริ่มของความไม่เข้าใจกัน จนกระทั่งไม่สามารถดำเนินงานร่วมกันได้อีก อย่างไรก็ตาม ในระดับพื้นที่มีการทำงานที่เข้มแข็งมาก และแกนนำในพื้นที่ก็สามารถเป็นวิทยากร ขยายผลการทำงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกได้ด้วยตัวเอง เช่น พื้นที่ ต.บางนายสี แต่ในเชิงกลไกที่คาดหวังตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการว่า สสจ.จะเป็นกลไกหลักในการขยายผลนั้นไม่สามารถทำได้ เพราะเมื่อเกิดความไม่เข้าใจกัน ทีมโครงการจากมูลนิธิฯ ก็ขาด “ข้อต่อ” หรือคนเชื่อม ประสาน ที่จะนำไปสู่การบูรณาการเข้าสู่กลุ่มงานอื่นๆ ของ สสจ. ทั้งไม่สามารถเข้าถึงระดับนโยบายอย่างนายแพทย์ สสจ.ด้วย

เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ดังกล่าว พบว่า ปัจจัยที่ทำให้การขับเคลื่อนเชิงกลไกต้องหยุดลง มาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับทีมโครงการ ดังนี้

3.1 การประเมินสถานการณ์พื้นที่

การเกษียณอายุราชการของผู้ประสานงานเดิมในฐานะหัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งโครงการประเมินว่าเป็นกลไกหลักในการบูรณาการงานสร้างเสริมสุขภาพจิต เชื่อมประสานเชิงนโยบายเพื่อขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่ เป็นสถานการณ์ล่วงหน้าที่ประเมินได้ว่าจะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลง การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องที่เตรียมการได้ โดยเฉพาะเมื่อพอจะทราบแล้วว่าบุคคลใดจะเข้ารับตำแหน่งเทน การสร้างความเข้าใจถึงแนวคิดและกระบวนการทำงานโครงการเพื่อให้ผู้เข้ารับตำแหน่งแทนได้ทราบและเรียนรู้การทำงานไปด้วยกันเป็นเรื่องสำคัญที่ทีมโครงการเองระบุว่า “ให้เวลากับการเปลี่ยนผ่านนี้น้อยเกินไป” (ธวัชชัย พาชื่น ทีมโครงการ : สัมภาษณ์ 16 มิ.ย.69) ซึ่งหากมีโอกาสกลับไปดำเนินการใหม่ จะลงพื้นที่ให้ถี่ขึ้น ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ที่จะมารับตำแหน่งแทนลงพื้นที่ทำงานด้วยกัน แบบ “จับมือพากันทำ”

3.2 การทำงานแนวคิดกับกลไกหลัก

ทีมโครงการฯ ประเมินได้ว่า ผู้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพคนใหม่ มีความถนัดในเชิงการประสานและเอื้ออำนวยการขับเคลื่อนงาน แต่อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจแนวคิด เนื้อหา เกี่ยวกับจิตวิทยาเชิงบวก อย่างไรก็ตาม ทีมโครงการ ก็ทำงานแนวคิดกับเข้ารับตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพคนใหม่น้อย โดยช่วงการเปลี่ยนผ่าน ทีมโครงการยังประสานการทำงานและให้ความสำคัญการทำงานวิชาการ กลยุทธ์ นโยบายขัเบเคลื่อนกับหัวหน้ากลุ่มงานคนเดิมที่ใกล้เกษียณอายุราชการ และผู้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพคนใหม่ยังคงมีบทบาทในการประสานงานและจัดการงานเอกสารไม่ก้าวเข้ามารับรู้ รับทราบ ในการขับเคลื่อนด้านนโยบาย

3.3 การมองหาโอกาสและช่องทางอื่นๆ ในการขับเคลื่อน

เมื่อทำงานร่วมกันระยะหนึ่งและพอจะประเมินได้ว่า หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพอาจจะไม่สามารถขับเคลื่อนเชิงนโยบายหรือเชิงระบบได้ ทีมโครงการพยายามหาช่องทางอื่นในการขับเคลื่อน เช่น การหาโอกาสใน อบจ.เนื่องจากมีแกนนำที่รู้จักย้ายไปดำรงตำแหน่ง แต่ก็ไม่สามารถเปิดงานในกลไกใหม่ๆ ได้ เนื่องจากแกนนำยังไม่แข็งแรงพอที่จะพาทีมเข้าไปทำความรู้จักกับทีมบริหารของ อบจ.

สำหรับการหาช่องทางหรือกลไกใหม่ๆ ในหน่วยงานเดิมอย่าง สสจ.นั้น ทีมโครงการประเมินว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก “ข้อต่อ” สำคัญอย่างหัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพเป็นข้อต่อเดียวที่โครงการมีอยู่ในหน่วยงาน สสจ.เมื่อเกิดความไม่เข้าใจกัน จึงไม่มีช่องทางที่จะประสานไปยังกลุ่มงานอื่นๆ หรือแม้กระทั่งการขอเข้าพบกับนายแพทย์ สสจ.เพื่อรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและช่วยกันหาทางออก

4.ความพยายามเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัด

เมื่อไม่สามารถดำเนินงานขับเคลื่อนในเชิงกลไกได้อย่างราบรื่น ทีมโครงการ ได้พยายามที่จะขับเคลื่อนงานในพื้นที่ด้วยตัวเองโดยไม่ผ่านกลไก รวมถึงปรึกษากับหัวหน้าโครงการ เพื่อหาแนวทางดำเนินงานในพื้นที่ ซึ่งไดเข้อสรุปในการดำเนินงาน ดังนี้

4.1 การตัดสินใจยุติการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนในเชิงกลไก/ระบบ

เมื่อมีการปรึกษากับหัวหน้าโครงการและกับทีมโครงการทั้งนอกรอบและในวาระการประชุมทีม มีการตัดสินใจร่วมกันว่า จะยุติการดำเนินงานเชิงกลไก/ระบบ ในพื้นที่พังงา เนื่องจากประเมินว่า การดำเนินงานจะสร้างภาระซึ่งกันและกัน เพราะหัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพ สสจ.พังงา เห็นว่างานสุขภาพจิตบูรณาการกับงานส่งเสริมสุขภาพได้ยาก ในขณะเดียวกัน การใช้เวลาทำงานอย่างเข้มข้นกับหัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพคนใหม่เพื่อให้เข้าใจแนวคิดและขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตได้ ไม่สอดคล้องกับระยะเวลาการทำงานที่เหลืออยู่เพียง 6 เดือนของโครงการ จึงตัดสินใจร่วมกันว่าจะยุติการขับเคลื่อนเชิงกลไกและระบบ และใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำงานกับแกนนำในพื้นที่ให้เข้มแข็งเพื่อให้งานเกิดความยั่งยืนในบางพื้นที่

4.2 การสนับสนุนให้ CAs ดำเนินงานในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ทีมโครงการประเมินว่า แกนนำในพื้นที่อย่าง ต.บางนายสี เข้มแข็งและบูรณาการงานสุขภาพจิตในบริบทการทำงานของตัวเองได้ จึงได้สนับสนุนการทำงานของแกนนำหลักอย่างเต็มที่ ทั้งลงพื้นที่เพื่ออบรมแกนนำเพิ่มเติม การ coaching เพื่อพัฒนาศักยภาพแกนนำ การสนับสนุนทรัพยากรในการดำเนินงาน เป็นต้น

5.บทเรียนสำหรับพื้นที่อื่นที่ต้องการขับเคลื่อนงานในหน่วยวิชาการสาธารณสุขและการดำเนินงานในระยะเปลี่ยนผ่านของกลไกหลัก

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดถือเป็นหน่วยวิชาการที่มีบทบาทสนับสนุนงานวิชาการให้กับหน่วยบริการ เช่น โรงพยาบาล และ รพ.สต.ในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ ดังนั้น หากสามารถผลักดันให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขับเคลื่อนในเชิงกลไก/ระบบ ได้สำเร็จ การขยายงานก็จะครอบคลุมประชากรทั้งหมดในจังหวัดนั้น แต่ประเด็นเรียนรู้สำคัญจากการพยายามขับเคลื่อนเชิงกลไก/ระบบ กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพังงา คือ

5.1 การกำหนดเป้าหมายขับเคลื่อนผ่านระบบของหน่วยงานแทนการการมุ่งเป้าขับเคลื่อนผ่านกลุ่มงานเดียว

แม้ว่า ในเชิงการทำงานจะต้องประสานเพื่อขับเคลื่อนงานผ่านกลุ่มงานใดกลุ่มงานหนึ่งก่อนเพื่อเป็นฟันเฟือง เป็นข้อต่อในการขยายผลไปสู่กลุ่มงานอื่นๆ ในหน่วยงานนั้นๆ จะถือเป็นการปักหมุดที่สำคัญในการทำงาน แต่การมุ่งเป้าทำงานกับหน่วยเดียวมีความเสี่ยงอย่างเช่นกรณีของ สสจ.พังงา เพราะเมื่อเกิดความไม่เข้าใจกัน ก็ทำให้การเชื่อมประสานการทำงานที่คาดหวังว่าจะขยายไปยังกลุ่มงานอื่นๆ และสร้างการขับเคลื่อนเชิงนโยบายหายไปด้วย ทั้งนี้ หากมีการขับเคลื่อนเชิงระบบผ่านการสั่งการของนายแพทย์ สสจ.ที่เข้าใจแนวคิดของการสร้างเสริมสุขภาจิตเชิงบวก การขับเคลื่อนงานอาจจะเกี่ยวข้องกับหลายกลุ่มงาน เช่น กลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อ ยาเสพติด และสุขภาพจิต กลุ่มงานพัฒนายุทธศาสตร์ กลุ่มงานปฐมภูมิและเครือข่าย เป็นต้น

ภาพประกอบ

ผังโครงสร้างหน่วยงาน สสจ.พังงา

5.2 กระบวนการตัดสินใจยุติการขับเคลื่อนเชิงกลไก/ระบบ

บทเรียนการทำงานในพื้นที่ จ.พังงา มีความน่าสนใจที่กระบวนการตัดสินใจยุติการขับเคลื่อนเชิงระบบ และใช้กรอบเวลาที่อยู่ของโครงการทำงานเชิงลึกในบางพื้นที่ที่แกนนำเข้มแข็งเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เพราะเมื่อประเมินสถานการณ์พื้นที่ว่า ไม่สามารถขับเคลื่อนเชิงระบบได้แล้ว กระบวนการตัดสินใจที่เน้นการปรึกษาหารือกับทีมทำงานและหัวหน้าโครงการ รวมถึง ยึด “เป้าหมาย” ของโครงการที่ต้องการ Plug in กับระบบ เมื่อประเมินแล้วว่า ไม่สามารถ Plug in ได้ และไม่มีเวลาทำงานมากพอที่จะเริ่มขับเคลื่อนกับระบบอื่นๆ จึงตัดสินใจยุติการขับเคลื่อนเชิงระบบและทุ่มสรรพกำลังพัฒนาแกนนำบางพื้นที่ให้เข้มแข็งแทน เพื่อ “ไม่ให้เสียเวลาและเป็นภาระของกันและกัน” (ชูไชย นิจไตรรัตน์ หัวหน้าโครงการสุขเป็น : สัมภาษณ์ 16 มิ.ย.69 )

5.3 การขับเคลื่อนงานภาพจังหวัดโดยใช้หลายกลไก/ระบบ เพื่อแสวงหาความเป็นไปได้และสร้างความเข้มแข็งที่ยั่งยืนผ่านการทำความเข้าใจแนวคิดการทำงาน “สร้างเสริม” สุขภาพจิตเชิงบวก

ในพื้นที่พังงา เนื่องจากมูลนิธิแพธทูเฮลท์มีต้นทุนการทำงานกับ สสจ. การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกจึงมุ่งเป้าหมายไปที่ สสจ.โดยไม่ได้แสวงหาโอกาสและความเป็นไปได้กับหน่วยงานอื่นๆ ที่มีพลังและสามารถขยายงานในภาพจังหวัดหรือในระดับอำเภอได้ เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) เป็นต้น ซึ่งทุกหน่วยงานที่กล่าวมามีความเป็นไปได้ เนื่องจากงานสร้างเสริมสุขภาพจิต เป็นงานส่งเสริมป้องกันที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นภารกิจของทุกหน่วยงานที่กล่าวมา