กรณีศึกษาที่ 3 · กลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เทศบาลตำบลหลักห้า อ.บ้านแพ้ว

การดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกอย่างยั่งยืนด้วยการบรรจุเป็น “เทศบัญญัติ” — เทศบาลตำบลหลักห้า อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

จ.สมุทรสาคร

1. บริบทของกลไกในพื้นที่และการเริ่มต้น (Context & Entry Point)

เทศบาลตําบลหลักห้า ตั้งอยู่เลขที่ 155 หมู่ที่ 9 ตําบลโรงเข้ อําเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ประกอบด้วยเขตการปกครองทั้งหมด 4 ตําบล 41 หมู่บ้าน ได้แก่ ตําบลยกกระบัตร ตําาบลหนองบัว ตําบลหนองสองห้อง และตําบลโรงเข้ รวมพื้นที่ 125.57 ตารางกิโลเมตร สภาพชุมชนยังเป็นชนบทกึ่งเมือง ประชาชนในพื้นที่ทำอาชีพเกษตรกรรมคือสวนผลไม้ และประมงน้ำจืด และบางส่วนเป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ใกล้เคียง

เทศบาลตำบลหลักห้าถือเป็นเทศบาลตำบลที่ดูแลพื้นที่ครอบคลุม 4 ตำบลต่างจากเทศบาลตำบลทั่วๆ ไปที่จะดูแลพื้นที่เพียง 1 ตำบลเท่านั้น โดยโครงการสุขเป็นได้เริ่มทำงานกับเทศบาลตำบลหลักห้าตั้งแต่ระยะแรกของโครงการ ( ก.ค.65-มิ.ย.67) โดยทำงานกับพื้นที่ ต.ยกกระบัตร ต่อมาในระยะที่ 2 ของโครงการได้ขยายพื้นที่การทำงานไปยังอีก 3 ตำบลที่เหลือ ผ่านกลไกกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของเทศบาลทั้งสองระยะ โดยมี ผอ.บุญชอบ ทับไกร ผอ.กองสาธารณสุข เป็นผู้ประสานงานหลักของพื้นที่นี้

2. การสร้างกลไกหลักและการพัฒนา Change Agents (ทั้งด้าน content และ mobilization)

ระยะแรก – การขับเคลื่อนในพื้นที่ตำบลยกระบัตร

แรกเริ่มนั้น ผอ.บุญชอบ ปฏิเสธการดำเนินงานโครงการสุขเป็นเนื่องจากมีภารกิจมาก แต่เจ้าหน้าที่โครงการยืนยันว่า ได้รับคำแนะนำจากหลายคนว่า “งานนี้ให้ไปหาบุญชอบ” ประกอบกับ ผอ.บุญชอบเห็นว่า การร่วมดำเนินงานโครงการนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชนและทางเทศบาลเองก็ไม่ได้ต้องลงทุนทรัพยากรด้านงบประมาณ จึงตกลงร่วมดำเนินโครงการและให้แนวคิดว่า การทำงานกับชุมชนต้องมุ่งเข้าหา “พระและวัด” ดังนั้น หน่วยงานแรกที่เทศบาลประสานเพื่อขอความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานสุขเป็นจึงเป็นวัดยกกระบัตร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนในชุมชนรู้จักชื่อ “สุขเป็น” ผ่านการเทศน์ของหลวงพ่อวัดยกกระบัตรและการประชาสัมพันธ์โดยวัด

เนื่องจาก ผอ.บุญชอบ ดูแลงานด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม กลไกในการทำงานจึงมี รพ.สต.ในพื้นที่ แต่การเริ่มขับเคลื่อนงานสุขเป็นในภาคสาธารณสุขนั้น ผอ.บุญชอบเห็นว่าจะต้องหาทีมที่สนใจมาเข้ารับการพัฒนาเพื่อให้เข้าใจลักษณะของโครงการซึ่งกำลังหลักก็คือ อสม. และให้ อสม.ใช้แนวคิดสุขเป็นกับหน้างานของตัวเอง เช่น การเยี่ยมบ้าน

ระยะที่สอง 2 – ขยายสู่พื้นที่ตำบลหนองบัว หนองสองห้อง และโรงเข้

หลังจากที่การดำเนินงานระยะแรกผ่านพ้นไปและผู้ที่ได้เข้าร่วมโครงการไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ในกองสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ รพ.สต.และ อสม.สะท้อนว่า สุขเป็น เป็นโครงการที่ดี ทำให้เข้าใจเรื่องสุข-ทุกข์มากขึ้น รับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น รวมถึงเสียงสะท้อนถึง ผอ.บุญชอบว่า ใจเย็นลง ฟังลูกน้องมากขึ้น ทำให้ทางเทศบาลตัดสินใจดำเนินงานต่อเนื่องในระยะที่ 2 และพร้อมขับเคลื่อนขยายงานสู่อีก 3 ตำบลที่เหลือโดยใช้กลไก รพ.สต.เหมือนเดิม โดยเน้นพัฒนาให้เกิดทีมทำงานในแต่ละแห่ง และกำหนดบทบาทให้เจ้าหน้าที่โครงการจากมูลนิธิแพธทูเฮลท์เป็นพี่เลี้ยง โดยทีมทำงานซึ่งจะมีทั้งเจ้าหน้าที่เทศบาล เจ้าหน้าที่ รพ.สต.และ อสม.มีบทบาทในการนำสุขเป็นไปใช้ในบริบทงานของตนเอง เช่น อสม.หรือ Care Giver จะใช้แนวคิด กิจกรรม และเครื่องมือของสุขเป็นในการทำงานเชิงรุกและทำงานเยี่ยมบ้าน ในส่วนของเทศบาลได้นำสุขเป็นไปต่อยอดในภาพกว้างเพื่อให้ยั่งยืนในระดับนโยบาย เช่น การดำเนินงานด้านนิเวศ สิ่งแวดล้อม และการบรรจุให้สุขเป็นอยู่ในเทศบาลบัญญัติ ภายใต้ชื่อ “สุขใจให้สุขเป็น”

3. การบูรณาการเข้ากับงานหรือระบบของเทศบาล

แนวคิดในการบูรณาการเข้ากับงานหรือระบบของเทศบาลนั้น ผอ.บุญชอบ มีแนวคิดว่า จะทำให้งานสุขเป็นยั่งยืนได้จะต้องทำ 2 ส่วนคือ 1.ทำเรื่องแนวคิดกับคนในชุมชน 2.ทำสุขเป็นให้อยู่ในโครงสร้างของเทศบาล

ภาพประกอบ

การทำงานแนวคิดกับคนในชุมชน เริ่มจากการพัฒนาให้กลไกหลักอย่าง อสม.เข้าใจแนวคิดของสุขเป็น คือ การสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก ที่เน้นการทำงานเชิงป้องกัน ทำงานกับคนที่ยังไม่มีภาวะเจ็บป่วยทางใจ สร้างทักษะการรับมือกับสุข-ทุกข์ โดยเน้นหนักให้ อสม.ทำงานกับตัวเอง นำแนวคิดและเครื่องมือไปใช้กับตัวเองก่อนแล้วสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แล้วค่อยบอกต่อเครื่องมือนี้กับคนอื่น สำหรับเจ้าหน้าที่เทศบาล มีการนำกิจกรรมสุขเป็นไปใช้ก่อนลงปฏิบัติภารกิจ เช่น เช็คอุณหภูมิความสุขและพาคุยถึงคุณค่าความหมายของงานที่ทำ ทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกภูมิใจในตัวเอง และเห็นคุณค่าในงานที่ทำแม้ว่าจะเป็นงาน Routine ก็ตาม

นอกจากนี้ กองการสาธารณสุขยังทำงานด้านสภาพแวดล้อมควบคู่ไปกับการทำงานเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิด เช่น การปรับปรุงภูมิทัศน์ในชุมชนโดยร่วมกับกองการช่าง การผลักดันให้ทุก รพ.สต.มีบริการศูนย์สุขภาพใจเพื่อดูแลทั้งกาย-ใจ ให้กับคนในชุมชน การทำงานร่วมกับ รพ.บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) เพื่อดูแลผู้ป่วยจิตเวชเชิงรุก รวมถึงการผลักดันให้สุขเป็นบรรจุอยู่ในเทศบัญญัติ

4. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 4 ปี ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล และการดำเนินงานด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ดังนี้

4.1 ผลลัพธ์สุขภาพจิตระดับบุคคล เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านแนวคิดและพฤติกรรมในระดับแกนนำ เช่น ผอ.บุญชอบ เจ้าหน้าที่ รพ.สต. และ อสม. ที่ชัดเจน คือ การเปลี่ยแปลงของ ผอ.บุญชอบ ที่คนทำงานด้วยกันระบุว่า ผอ. ใจเย็นและฟังลูกน้องมากขึ้น ยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น เน้นผลลัพธ์ของงานมากกว่าการทำงานตามระบบราชการ ซึ่งก็ทำให้ทีมมีความสุขขึ้นด้วย ในขณะที่เจ้าหน้าที่ รพ.สต.และ อสม.ที่ได้นำแนวคิดและทักษะที่ได้รับจากการพัฒนาของโครงการไปใช้ในชีวิตก็สะท้อนว่า เกิดความเปลี่ยนแปลง เช่น ยิ้มง่ายขึ้น อยู่กับความเครียดได้อย่างเข้าใจกับทุกข์มากขึ้น บางรายสุขภาพกายดีขึ้น เนื่องจากออกกำลังกายมากขึ้น

4.2 ผลลัพธ์การทำงานสุขภาพจิตเชิงรูปธรรม ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์สุขภาพใจใน รพ.สต.ทั้ง 8 แห่งที่มีระบบการดูแลสุขภาพใจของคนในชุมชนโดยกลไก อสม.และเครือข่าย รพ.สต.และโรงพยาบาลบ้านแพ้ว การบรรจุงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกในเทศบัญญัติ เป็นต้น

5. ปัจจัยความสำเร็จและความท้าทาย

การขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตเชิงบวกในชุมชนหรือสุขเป็นของเทศบาลตำบลหลักห้าตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีผลงานที่เป็นรูปธรรม เช่น การจัดตั้งศูนย์สุขภาพใจของ รพ.สต.ทั้ง 8 แห่ง ครอบคลุมทุกตำบลที่อยู่ในขอบเขตที่เทศบาลดูแล การยกระดับงานเยี่ยมบ้านดูแลผู้ป่วยของ อสม.และ care giver โดยใช้แนวคิด กิจกรรม และเครื่องมือจากโครงการสุขเป็น รวมไปถึง การผลักดันให้เกิดเทศบัญญัติเพื่อให้งานสร้างเสริมสุขภาพจิตมีความยั่งยืนในพื้นที่ แต่ในเชิงการเก็บผลลัพธ์หรือข้อมูลเชิงสถิติก็ยังเป็นความท้าทายในระยะต่อไปว่า เทศบาลจะเก็บผลลัพธ์เชิงสถิติเกี่ยวกับงานสุขภาพจิตอย่างไร เนื่องจากที่ผ่านมา ยังไม่มีการออกแบบเครื่องมือวัด และประเด็นที่สนใจในการวัดผลลัพธ์ นอกจากนี้ รพ.สต.ทุกแห่งยังอยู่ภายใต้สังกัด อบจ. การดำเนินงานร่วมกันจึงอาศัยความสัมพันธ์เป็นหลัก หน่วยงานอย่างเทศบาลไม่ได้มีบทบาทในการสั่งการได้โดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายเรื่องการผลักดันให้งานสร้างเสริมสุขภาพจิตเป็นงานที่ยั่งยืน แม้ว่าจะถูกยกให้ตราเป็นเทศบัญญัติ เนื่องจากเทศบัญญัติจะถูกทบทวนทุก 3-5 ปี จึงมีความเป็นไปได้ที่งานสร้างเสริมสุขภาพจิตจะถูกถอดออก เนื่องจากไม่ใช่ภารกิจหลักของเทศบาล

ทั้งนี้ มีข้อเสนอว่า หากทำให้งานสร้างเสริมสุขภาพจิตเป็นตัวชี้วัด LPA ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ก็จะเกิดความยั่งยืนเนื่องจากเป็นข้อกำหนดจากส่วนกลางว่าทุกท้องถิ่นต้องทำ และจะมีการติดตาม กำกับ จากส่วนกลางคือองค์กรส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น

6. บทเรียนสำหรับพื้นที่อื่น

การขยายงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกไปยังพื้นที่อื่นๆ ผอ.บุญชอบ ได้ถอดประสบการณ์การดำเนินงานของตัวเองและทีมทำงานในพื้นที่ และพบว่า มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตอบรับการดำเนินงานโครงการสุขเป็น ดังนี้

6.1 ต้องมี “ทีม” ทำงาน โดยอาจจะเริ่มต้นว่า หากทำงานชุมชนจะต้องมีใครในชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง เช่น ผู้นำชุมชน อสม. หรือกลไกอื่นๆ จากนั้นจึงชักชวน ถามความสนใจและความสมัครใจในการเป็นทีมทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ จากประสบการณ์พบว่า ทีมทำงานที่เข้มแข็งส่วนใหญ่เป็น อสม.ซึ่งมีบทบาทในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนอยู่แล้ว ส่วนผู้นำชุมชนแม้จะมีความสนใจร่วมงานกันในช่วงแรกๆ แต่ในระยะยาว จะค่อยๆ หายไป เนื่องจากภารกิจด้านสุขภาพไม่ใช่ภารกิจหลักของผู้นำชุมชน

6.2 ต้องพัฒนาทีมอย่างมีระบบ โดยเริ่มต้น ทีมอาจจะได้รับการพัฒนาจากโครงการเรื่องแนวคิด กรอบการทำงาน กิจกรรม และเครื่องมือต่างๆ แต่ในระยะยาว หากโครงการสิ้นสุดลงและไม่ได้ดำเนินการต่อเนื่องในพื้นที่ ทีมในพื้นที่ต้องดำเนินงานต่อได้อย่างมีคุณภาพ โดยทางเทศบาลมีระบบพี่เลี้ยง เจ้าหน้าที่ รพ.สต.จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับทีม อสม.พาลงพื้นที่ เยี่ยมชุมชน และหลังจากลงพื้นที่หรือทำกิจกรรมเสร็จจะมีการ AAR เพื่อพัฒนางานให้ดีขึ้นในรอบต่อไป

Key Persons ในการพัฒนากลไกการทำงานของเทศบาลตำบลหลักห้า

บุญชอบ ทับไกร ผอ.กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลหลักห้า อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ถือเป็น Key Person ในการพัฒนากลไกการทำงานของเทศบาลหลักห้า เป็นผู้ประสานเชื่อมร้อยหน่วยงานต่างๆ ของเทศบาลและหน่วยงานอื่นๆ ในพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก

ภาพประกอบ

ผอ.บุญชอบ ทับไกร เคยทำงานที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอมาก่อนที่จะมาย้ายสายงานมาอยู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบงานสาธารณสุขและมีความสัมพันธ์คุ้นเคยกับบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่

ผอ.บุญชอบเป็นคนทำงานจริงจัง และยึดหลักการทำงาน “เพื่อคนในชุมชน” เสมอมา โดยมองว่า อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชนคือหน้าที่ของข้าราชการท้องถิ่น และด้วยความเป็นผู้บริหาร ทำให้ ผอ.บุญชอบ มีลักษณะการทำงานที่ต้องเห็นข้อมูลและเห็นประโยชน์ปลายทางก่อนที่จะตัดสินใจ เมื่อตัดสินใจแล้วก็จะมุ่งมั่นทำให้งานเกิดความสำเร็จอย่างฉับไว

แม้ว่าแรกเริ่ม ผอ.บุญชอบจะปฏิเสธการเข้าร่วมโครงการเนื่องจากมีภารกิจค่อนข้างมาก แต่เมื่อเห็นว่าโครงการจะเป็นประโยชน์กับคนในชุมชน รวมถึงการที่เจ้าหน้าที่จากโครงการแสดงความจริงใจให้เห็นว่า โครงการไม่ได้มุ่งมาหาประโยชน์ต่อชุมชน แต่จะมาชวนกันทำงานเพื่อสร้างประโยชน์ให้คนในชุมชน ผอ.บุญชอบ จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ

“ผมคิดว่า คนของโครงการมีจิตวิทยาในการทำงานกับคน ผมรู้สึกว่าเขาจริงใจและจริงจัง กับการทำงาน ไม่ใช่แค่ทำงานให้จบๆ แต่ที่เด่นชัดคือความสม่ำเสมอในการลงพื้นที่ ผมเห็น เขาลงชุมชนตลอด”

เมื่อเริ่มทำงานร่วมกับโครงการ ผอ.บุญชอบ ปฏิบัติเหมือนเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ถึงแม้จะอยู่ในตำแหน่งผู้บริหาร นั่นคือการเข้าร่วมอบรมในฐานะผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่ใช่มาเป็นแค่ประธานในพิธีเปิด ทำให้ได้เรียนรู้แนวคิดของการทำงานสร้างเสริมเรื่องจิตวิทยาเชิงบวก รู้จักเครื่องมือในการทำงาน รวมถึงได้ลงชุมชนพร้อมกับทีมเจ้าหน้าที่จากโครงการเพื่อเรียนรู้กระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วม

เจ้าหน้าที่โครงการจากมูลนิธิแพธทูเฮลท์สะท้อนว่า ในระยะแรกของการทำงานด้วยกัน รู้สึก ผอ.บุญชอบเข้าถึงยาก ความสนใจต่องานก็มุ่งไปคนละแบบ โดยโครงการจะเน้นสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคลให้เกิดขึ้นให้ได้ก่อน แต่ในฐานะผู้บริหาร ผอ.บุญชอบก็จะมุ่งว่าโครงการจะทำกิจกรรมอะไร ทำแล้วจะได้อะไร มีข้อมูลตัวเลขยืนยันไหมว่าทำแล้วได้ผล แต่เมื่อทำงานร่วมกันไประยะหนึ่ง ต่างคนก็ต่างปรับตัวเข้าหากัน ทำให้การดำเนินงานราบรื่นขึ้น

“ผมไม่รู้ว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และตอนไหน แต่ลูกน้องที่ทำงานด้วยกัน ในกองสะท้อนว่า เดี๋ยวนี้ ผอ.ใจเย็นลง ยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ก็เห็นว่าทีมก็มีความสุขมากขึ้นนะ เพราะผมยืดหยุ่นเวลาทำงานด้วย ผมเป็นคนทำงานจริง ดูที่ผลงาน คุณจะเข้างานเจ็ดโมงเช้า ก็ได้ แล้วออกบ่ายสาม ไม่ว่ากัน ขอให้งานเสร็จ”

ผอ.บุญชอบ มองว่า ตัวเองยังเป็นคนขับเคลื่อนหลัก เป็นผู้ประสาน รวมถึงเป็นผู้กำหนดทิศทางข้างหน้าของงานสุขภาพจิต ทั้งนี้ มองว่าเรื่องนี้เป็นงานสำคัญของเทศบาล และในฐานะคนทำงานด้านสาธารณสุขย่อมอยากเห็นคนในชุมชนมีสุขภาพกาย-ใจ ที่เข้มแข็ง และสุขเป็นได้เข้ามาตอบโจทย์การทำงานด้านสุขภาพใจ เนื่องจากก่อนหน้านี้ เทศบาลเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานสุขภาพจิตในเชิงการสร้างเสริม เพียงแต่ทำงานในเชิงคัดกรอง ส่งต่อ รักษา ร่วมกับ รพ.สต.และโรงพยาบาลเท่านั้น เช่น การออกพื้นที่เพื่อนำผู้มีปัญหาสุขภาพจิตเข้ารับการรักษาตามคำร้องเรียนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากคนในชุมชนที่มีภาวะสุขภาพจิต

แต่เมื่อสุขเป็นเข้ามาก็เห็นว่า งาน “ต้นน้ำ” เป็นงานสำคัญ จึงได้บรรจุการทำงานสร้างเสริมสุขภาพจิตให้อยู่ในเทศบัญญัติ กำหนดงบประมาณเบื้องต้นไว้หนึ่งแสนบาทในการทำงาน

“ถ้าอยู่ในเทศบัญญัติแล้ว ยังไงเทศบาลก็ต้องทำ ต่อให้ผมย้ายไปทำงานที่อื่น เทศบาลหลักห้าก็ยังต้องทำงานนี้ อย่างน้อยก็อีกสามปี ห้าปี ที่งานสุขเป็นจะยังอยู่ ในชุมชนหลักห้า”

งบประมาณในการดำเนินงานอาจไม่ใช่ความท้าทายหลักของการทำงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกให้กับคนในชุมชน แต่การทำให้งานนี้ยั่งยืนตลอดไปเป็นเรื่องท้าทายที่สุด เนื่องจากงานนี้ไม่ใช่ภารกิจที่อยู่ในตัวชี้วัดการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้ากรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดให้เป็นตัวชี้วัดเมื่อไร งานนี้จะยั่งยืนทันที เพราะจะต้องมีการติดตาม และการประเมินผลงาน ทั้งยังจะทำให้งานสร้างเสริมสุขภาพจิตครอบคลุมทุกชุมชนในประเทศ

“ต้องไปผลักดันให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ และบรรจุให้อยู่ใน LPA ถ้าผลักดันสำเร็จ นอกจากจะได้ประโยชน์กับชุมชนแล้ว คนทำงานเองก็ได้ประโยชน์ด้วย เพราะจะได้ค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นและได้ความก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน”

ระหว่างนี้ หากยังผลักดันกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สำเร็จ การขยายงานให้ครอบคลุมอาจจะต้องลองเข้าไปผลักดันใน “สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย” เพราะเป็นหน่วยที่นายกเทศมนตรีเข้ารวมตัวกันเป็นสมาชิก หากสันนิบาตสนใจ ก็มีโอกาสที่จะได้ขยายงานไปทั่วประเทศ

นอกเหนือจากเรื่องงาน สุขเป็นได้เข้ามาช่วยให้ ผอ.บุญชอบเห็นแง่มุม มองเห็นความสุขและความหมายในชีวิต ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องทำให้เหมือนกัน เพียงแต่หาให้เจอว่าความสุขของเราคืออะไร

“สำหรับผม สุขเป็น คือ กระบวนการค้นหาความสุขในบริบทของเราเอง อย่างผมชอบทำงาน สุขเป็นก็ช่วยเข้ามาทำให้ผมเห็นตัวเองว่า ผมชอบทำงานและ จะทำงานอย่างไรให้ตัวเองมีความสุข ไม่เครียดกับมันมาก”