กรณีศึกษาที่ 4 · กลไกโรงพยาบาลชุมชน

รพ.ลืออำนาจ

งานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกที่รุกคืบไปในงานเยียวยา รักษา ฟื้นฟู — กลุ่มงานสุขภาพจิตและยาเสพติด โรงพยาบาลลืออำนาจ อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ

จ.อำนาจเจริญ

1. บริบทของกลไกในพื้นที่และการเริ่มต้น (Context & Entry Point)

โรงพยาบาลลืออำนาจ ตั้งอยู่เลขที่ 101 หมู่ 6 ถนนชยางกูร ตำบลอำนาจ. อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดกลาง 30 เตียง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข สำหรับจุดเริ่มต้นในการร่วมงานกับโครงการสุขเป็นเกิดจาก “จำเนียร คำอ่อนสา” พยาบาลวิชาชีพกลุ่มงานสุขภาพจิตและยาเสพติดของโรงพยาบาล ได้เข้าร่วมกิจกรรมการอบรมแกนนำของโครงการสุขเป็นโดยการชักชวนจากศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 ซึ่งจากการอบรมในครั้งนั้น ทำให้จำเนียร เห็นว่าโครงการสุขเป็นมีแนวคิดและมีเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้กับงานสุขภาพจิตและยาเสพติดได้ แต่นอกเหนือจากภารกิจงานที่เห็นว่าสุขเป็นจะนำไปปรับใช้ได้แล้ว โดยส่วนตัว จำเนียรรู้สึกประทับใจและได้ข้อคิดเรื่องการดูแลใจ ทำให้มีแรงที่จะกลับไปทำงานต่อ

ทั้งนี้ งานสุขภาพจิตและยาเสพติดถือเป็นงานที่ท้าทาย ทั้งในเชิงการบริหารจัดการของ รพ.ที่กลุ่มนี้มักจะขาดแคลนบุคลากร จำนวนคนทำงานที่น้อยเมื่อเทียบกับปัญหา รวมถึงทัศนคติของคนทำงานที่รู้สึกว่าคนไข้จิตเวชและยาเสพติดบำบัดไปแล้วก็กลับมาเหมือนเดิม

2. การสร้างกลไกหลักและการพัฒนา Change Agents (ทั้งด้าน content และ mobilization)

กลุ่มงานสุขภาพจิตและยาเสพติด รพ.ลืออำนาจ มีบุคลากรหลักเพียง 2 คน และหนึ่งในนั้นคือจำเนียร แม้ว่าที่ผ่านมาทั้งสองคนตั้งใจทำงาน พยายามที่จะรู้รายละเอียดของคนไข้ให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้นำข้อมูลมาใช้ในการรักษา แต่ด้วยจำนวนคนที่มีน้อยทำให้ทำได้เพียงงานตั้งรับ คือการคัดกรองและการรักษา อย่างไรก็ตาม เมื่อมารู้จักสุขเป็น และได้ผ่านการพัฒนาแกนนำตามกระบวนการ 7-3-3-3 ของโครงการ ทำให้จำเนียรคิดว่า ต้อง “สร้างหมอที่บ้าน” เพื่อให้เกิดคนทำงานที่สามารถดูแลคนไข้จิตเวชและยาเสพติดที่บ้านได้

“หมอที่บ้าน” ในความหมายของการทำงาน คือการพัฒนาคนในชุมชนโดยเฉพาะคนในครอบครัวของคนไข้ให้มีความสามารถในการดูแลญาติของตัวเอง เริ่มต้นจากการพูดคุยกับคนในครอบครัวของคนไข้จิตเวชและยาเสพติดให้เข้าใจกระบวนการรักษา การให้ข้อมูลว่าโรคนี้สามารถควบคุมได้และหายได้หากได้รับยาที่ถูกต้องครบถ้วน หลังจากคุยกับครอบครัวคนไข้แล้วต้องเปิดวงให้ครอบครัวคนไข้และคนในชุมชนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เนื่องจากต้องยอมรับว่าคนในชุมชนก็หวาดกลัวคนไข้จิตเวชและยาเสพติด แต่ก็ต้องให้ข้อเท็จจริงและเน้นย้ำว่า หากครอบครัวและชุมชนช่วยกันดูแล คนไข้ก็จะกลับมาเป็นปกติ ชุมชนก็ไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป

พื้นที่แรกในการดำเนินงานดังกล่าว คือ ต.ดงบัง เนื่องจากมีข้อมูลเรื่องการฆ่าตัวตายทั้งผู้สูงอายุ คนที่ออกจากเรือนจำ และผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด การดำเนินงานในพื้นที่นี้มี รพ.สต.ดงบัง และ รพ.สต.บ้านดอนชี เข้ามาร่วมดำเนินงาน และมีการชักชวนแกนนำที่จะทำหน้าที่เป็นหมอที่บ้านให้เข้ามาร่วมพัฒนาศักยภาพ ซึ่งในชั้นแรกจะมีผู้นำชุมชน ประธาน อสม.ประธานตำบล และ อสม.เข้าร่วม การพัฒนาใช้กระบวนการพูดคุยทำความเข้าใจกับครอบครัวคนไข้และคนในชุมชนเป็นหลัก โดยใช้หลักการของ “สุขเป็น” คือการสร้างเสริมจิตวิทยาเชิงบวกในการทำงานกับแกนนำด้วยการลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เอาใจเขามาใส่ใจเรา มีความยืดหยุ่นในการทำงาน ใช้กิจกรรมจากโครงการสุขเป็นทำกระบวนการพูดคุยกับชุมชน

ทั้งนี้ แกนนำที่ได้รับการพัฒนาจนเป็นหมอที่บ้าน จะมีบทบาทสำรวจและวิเคราะห์คนในชุมชนว่าใครมีแนวโน้มเผชิญปัญหาสุขภาพจิต และประสานงานกับทางกลุ่มงานสุขภาพจิตและยาเสพติดเพื่อดูแลและส่งต่อในกรณีที่ซับซ้อน

3. การบูรณาการเข้ากับงานหรือระบบ

ในการทำงานสุขภาพจิตและยาเสพติดของพื้นที่ อ.ลืออำนาจนั้น แกนนำหลักคือ จำเนียร ซึ่งได้ใช้แนวคิด กระบวนการ และเครื่องมือของสุขเป็นในการทำงานกับกลุ่มงานของตัวเองเป็นหลัก และขับเคลื่อนในพื้นที่ ต.ดงบัง แม้ว่าจะยังไม่สามารถให้สุขเป็นบูรณาการอยู่ในระบบการทำงานของโรงพยาบาลได้ทุกกลุ่มงาน แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสนใจให้จำเนียรนำเครื่องมือสุขเป็นไปขยายให้กับกลุ่มงานอื่นๆ สำหรับงานในระดับพื้นที่ จำเนียรเป็นตัวหลักขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตและยาเสพติดในระดับอำเภอ และวางแผนที่จะดำเนินงาน “หมอที่บ้าน” ทุกตำบลครอบคลุมพื้นที่อำเภอลืออำนาจผ่านกลไก รพ.สต.10 แห่ง

ทั้งนี้ แม้ว่ากลไกการดำเนินงานหลักจะเป็น รพ.สต. แต่กระบวนการทำงานเรื่องสุขภาพจิตและยาเสพติดนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฝ่ายปกครอง ทางกลุ่มงานสุขภาพจิตและยาเสพติดจึงได้ประสานกับผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ปกครอง และตำรวจ เพื่อดำเนินงานร่วมงาน ซึ่งในหลายกรณี บุคคลากรของทาง รพ.ไม่ต้องลงพื้นที่เองเมื่อเกิดเหตุ เนื่องจากหมอที่บ้านสามารถประสานและทำงานร่วมกับฝ่ายปกครองและตำรวจช่วยระงับเหตุและนำส่งผู้ป่วยเข้ารับการดูแลรักษา หรือทำให้ผู้ป่วยสงบได้

4. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

จากการทำงานที่เน้นความมีส่วนร่วมจากชุมชนมากขึ้น ทำให้เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา การดำเนินงานด้านสุขภาพจิตและยาเสพติดใน อ.ลืออำนาจ เกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนี้

4.1 ชุมชนกับกลุ่มงานสุขภาพจิตและยาเสพติด รพ.ลืออำนาจ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความไว้วางใจกัน ทำให้ชุมชนโทรปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของ รพ.ถึงวิธีการดูแล จัดการผู้ป่วยในชุมชน มากกว่าที่จะโทรเรียกตำรวจมาระงับเหตุ หรือโทรเรียก 1669 มารับตัวผู้ป่วย เมื่อครอบครัวและชุมชนช่วยกันดูแลส่งผลให้คนไข้มีอาการดีขึ้นด้วย

4.2 เกิดระบบและกลไกในชุมชนที่จะช่วยเหลือกันในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด โดยแกนนำที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพจาก รพ.จะมีบทบาทหลักในการสำรวจ วิเคราะห์ปัญหา ดูแล และส่งต่อผู้ป่วย นอกจากนี้ คนในชุมชนเองก็ส่งข่าวถึงแกนนำหากพบเห็นสมาชิกในชุมชนมีความผิดปกติหรือมีสัญญาณว่าอาจจะมีภาวะสุขภาพจิต

4.3 แกนนำ “หมอที่บ้าน” มีศักยภาพมากขึ้น ทั้งในบทบาทหลักที่ทำหน้าที่สำรวจ วิเคราะห์ปัญหา ดูแล และส่งต่อผู้ป่วย และบทบาทในการเป็น “กระบวนกร” จับไมค์ กล้าพูด กล้าทำกิจกรรมกับคนในชุมชน

5. ปัจจัยความสำเร็จและความท้าทาย

การดำเนินงานเรื่องสุขภาพจิตเชิงบวก คือ การทำงานต้นน้ำ ในขณะที่มุมมองเรื่องงานสุขภาพจิตในหน่วยบริการยังเป็นการตั้งรับ เน้นการคัดกรองและดูแลรักษา ดังนั้น การทำงานเรื่องนี้ในชุมชน จึงต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างที่จะช่วยให้งานขับเคลื่อนไปได้ และปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นความท้าทายในการดำเนินงานด้วย ได้แก่

5.1 การมีทีมทำงานในระดับชุมชน ซึ่งก็คือแกนนำในชุมชนที่เห็นความสำคัญของงานนี้ และพร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด มีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ปกครอง ตำรวจ และภาคสาธารณสุข การหาทีมหลักในการทำงานให้ครบองค์ประกอบแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

5.2 ทัศนคติและมุมมองของคนทำงานกับผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด เช่น ผู้ป่วยเหล่านี้รักษาไม่หายขาด เดี๋ยวรักษาแล้วก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม เหล่านี้เป็นความเชื่อที่ว่า คนกลุ่มนี้ไม่มีคุณค่า ไม่เป็นที่ต้องการของสังคม ซึ่งหากคนทำงานยังมีความรู้สึกและมุมมองเช่นนี้ ก็ยากที่จะทำให้งานนี้เป็นงานที่มีคุณค่า และจะกลายเป็นงานที่ “ใครๆ ก็ไม่อยากทำ”

5.3 การมีทีมสนับสนุนที่ดีทั้งในด้านวิชาการและพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างตรงไปตรงมาในการทำงาน โดยที่จำเนียรยกตัวอย่างการทำงานในพื้นที่ว่า มีศูนย์สุขภาพจิตที่ 10ที่คอยให้คำปรึกษาด้านวิชาการ และมีมูลนิธิแพธทูเฮลท์ โครงการสุขเป็นคอยสนับสนุนเรื่องเครื่องมือ และเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้พูดคุยทั้งเรื่องส่วนตัวและสถานการณ์ปัญหาจากการทำงาน

6. บทเรียนสำหรับพื้นที่อื่น

เป้าหมายในการทำงานของจำเนียร คือ การได้เห็นชุมชนสามารถดูแลกันเองได้ และแกนนำ หมอที่บ้าน มีความสุขกับงานที่ทำ ทำให้เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา จำเนียรจึงใช้กระบวนการพูดคุยกับชุมชนเป็นหลัก ลงชุมชนให้บ่อย เปิดเวทีให้ครอบครัวที่มีผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดได้พูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความเข้าใจกัน

ทั้งนี้ หากพื้นที่อื่น สนใจการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตและยาเสพติดแบบที่ รพ.ลืออำนาจดำเนินการอยู่ มีข้อเสนอว่า

6.1 ใช้กลไกของ รพ.สต.ในการดำเนินงาน เนื่องจากเป็นงานปกติของ รพ.สต.อยู่แล้ว อีกทั้ง รพ.สต.เองเป็นหน่วยงานในระดับชุมชนที่คุ้นเคยกับคนและพื้นที่ในชุมชนนั้นๆ และมีคนทำงานคือ อสม.อยู่แล้ว หากทำให้กลไกนี้เข้าใจและเห็นคุณค่าในงานสุขภาพจิตและยาเสพติด ก็จะทำให้การดำเนินงานสามารถทำได้ครอบคลุมทั้งกลุ่มประชากรและพื้นที่

6.2 ในมุมของคนทำงานในหน่วยบริการ ควรประเมินภาวะสุขภาพจิตของคนในชุมชนอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้เห็นขนาดของปัญหา และวางแผนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาได้อย่างแม่นยำ

Key Persons ในการพัฒนากลไกการทำงานสุขภาพจิตและยาเสพติด อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ

จำเนียร คำอ่อนสา พยาบาลวิชาชีพ กลุ่มงานสุขภาพจิตและยาเสพติด รพ.ลืออำนาจ คือ กลไกสำคัญในการขยายงานสุขภาพจิตเชิงบวกไปในงานสุขภาพจิตและยาเสพติดในพื้นที่ อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ ผ่านกลไก รพ.สต.ของพื้นที่นำร่อง คือ ต.ดงบัง

ภาพประกอบ

จำเนียร เริ่มทำงานใน รพ.ลืออำนาจด้วยการเป็นพยาบาลในแผนกฉุกเฉิน และต่อมาย้ายมาดูแลวอร์ดผู้ป่วยวัณโรค ขณะนั้น กลุ่มงานสุขภาพจิตและยาเสพติดขาดบุคลากร จำเนียรจึงได้ย้ายมาดูแลงานสุขภาพจิตและยาเสพติด ซึ่งเธอบอกว่า ตอนแรกไม่ชอบเลย เพราะเป็นงานที่ยากและตัวเองก็ไม่มีความรู้ด้านนี้ เธอจึงได้ไปศึกษาต่อด้านสุขภาพจิตเพื่อให้เข้าใจและคาดหวังว่าจะมีเครื่องมือกลับมาทำงานดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำงานในโรงพยาบาลขนาดกลาง ซึ่งไม่ได้มีบุคลากรเพียงพอ โดยเฉพาะในกลุ่มงานสุขภาพจิตและยาเสพติดซึ่งมีกันอยู่ 2 คน ทำให้จำเนียรรู้สึกว่าภารกิจงานเยอะมาก และปัญหาสุขภาพจิตก็มีความซับซ้อน จำเนียรและเพื่อนในกลุ่มงานผลัดกันไปอบรมเพื่อเพิ่มเติมองค์ความรู้ แต่เมื่อกลับมาอยู่หน้างานก็เห็นว่า สถานการณ์ปัญหาไม่ได้ดีขึ้น

“ในพื้นที่ทำงาน เราก็ยังเจอสถานการณ์คนฆ่าตัวตายสำเร็จ ทั้งผู้สูงอายุ คนที่ออก จากเรือนจำหรือเคสที่ติดสุรา นั่งมองหน้ากันในทีมก็มีกันอยู่สองคน จะรับมือกันยังไง ก็พอดีสุขเป็นเข้ามา เราถูกศูนย์ 10 ชวนมาอบรมก็เลยเห็นแนวทางว่าต้องทำแบบนี้แหละ”

จำเนียร บอกว่า สุขเป็นทำให้เห็นปัญหาสุขภาพจิตว่าต้องเริ่มที่ “ต้นน้ำ” และทำให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการปัญหา จะได้ไม่ต้องทำงานคนเดียว จุดนี้ทำให้จำเนียรรู้สึกมีกำลังใจในการทำงานและเห็นภาพว่าจะต้องไปชวนใครบ้างในชุมชนเพื่อทำงานเรื่องนี้ เธอได้กลับไปบอกเล่ากับเพื่อนร่วมทีมถึงแนวคิดการทำงานเพื่อสร้างเสริมสุขภาพจิตในชุมชน และเมื่อโครงการสุขเป็นจัดกิจกรรมต่อเนื่อง เธอกับเพื่อนร่วมทีมก็จะผลัดกันไปเพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง รวมถึงทำให้ทีมเห็นทิศของการทำงานที่อยากจะทำในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของโรงพยาบาลไม่ได้มีท่าทีสนับสนุนที่เธอจะเปลี่ยนทิศการทำงานสุขภาพจิตจากตั้งรับเป็นเชิงรุกอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ห้ามหากจะทำ แม้จะรู้สึกน้อยใจบ้างว่า “ทำไมเขาไม่เห็นคุณค่าคนไข้เราเลย” แต่จำเนียรและทีมก็ยังเห็นว่า งานสุขภาพจิตและยาเสพติดเป็นงานที่มีคุณค่า เป็นงานที่ทำให้ตัวจำเนียรเองรู้สึกอิ่มใจ

“ชื่นใจทุกครั้งที่คนไข้บอกว่า ผมดีใจที่ได้คุยกับพวกพี่ และดีใจที่เห็นคนกลุ่มนี้กลับมา ใช้ชีวิตในชุมชนได้”

ในมุมมองของจำเนียร คนไข้จิตเวชคือคนที่มีคุณค่า การดูแลให้เขากลับไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้ถือเป็นความภาคภูมิใจของเธอและทีมงาน อย่างไรก็ตาม การจะทำให้คนไข้จิตเวชและยาเสพติดกลับคืนสู่สังคมและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้นั้น เป็นงานที่เกินกำลังของกลุ่มงานที่มีบุคลากรหลักเพียง 2 คน ดังนั้น แนวคิดเรื่องการทำงานโดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมที่เธอได้ฟังมาจากการเข้าร่วมกิจกรรมโครงการสุขเป็นจึงเป็นทางออก

ในพื้นที่อำเภอลืออำนาจที่กลุ่มงานสุขภาพจิตและยาเสพติดรับผิดชอบอยู่นั้น จำเนียรเริ่มขยายการทำงานกับชุมชนในพื้นที่ตำบลดงบังก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีข้อมูลเรื่องการฆ่าตัวตาย และมี รพ.สต.ดงบัง กับ รพ.สต.บ้านดอนชี พร้อมเป็นกลไกขับเคลื่อนผ่านแกนนำที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น “หมอที่บ้าน” ซึ่งจากการทำงานที่ผ่านมาเกือบ 2 ปี พบว่า อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นศูนย์

จำเนียร ไม่ได้ใช้สุขเป็นแค่ในหน้าที่การงานที่รับผิดชอบเท่านั้น แต่ได้นำแนวคิดและเครื่องมือของสุขเป็นไปปรับใช้กับตัวเองและทีมที่ทำงานด้วยกันในโรงพยาบาล เธอรู้สึกว่า ความสัมพันธ์กับทีมอื่นๆ ดีขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น และคาดว่า ผอ.โรงพยาบาลเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงได้มาบอกให้เธอนำกระบวนการสุขเป็นไปขยายต่อในกลุ่มงานอื่นๆ ของโรงพยาบาลบ้าง

สำหรับชีวิตส่วนตัว จำเนียรเล่าว่า ทุกคนล้วนมีปัญหาในชีวิต แต่การเข้าใจและยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นจะช่วยให้ผ่านวิกฤตของชีวิตไปได้ ที่สำคัญคือ การมีพื้นที่ปลอดภัยไว้พูดคุย บอกเล่า รับฟัง ความทุกข์ใจ ก็ช่วยได้มาก

“ขอบคุณเจ้าหน้าที่สุขเป็น ที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้พี่ด้วย ถ้าคนทำงานใจไม่แข็งแรง งานก็เดินไม่ได้”

ในอนาคต การนำชุมชนเข้ามีส่วนร่วมในงานสุขภาพจิตและยาเสพติด จำเนียรจะขยายให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งอำเภอลืออำนาจผ่านกลไก รพ.สต.ทั้ง 10 แห่ง ครอบคลุม 7 ตำบล และจะดึงการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายปกครองและตำรวจเข้ามาร่วมขับเคลื่อนงานด้วยเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการทำงาน