กรณีศึกษาที่ 8 · กลไกท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

เทศบาลเมืองพัทยา

พื้นที่การเมือง พื้นที่นโยบาย กับการผลักดันงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกของภาคประชาสังคม — เทศบางเมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

จ.ชลบุรี

1. บริบทของกลไกในพื้นที่และการเริ่มต้น (Context & Entry Point)

โครงการสุขเป็นได้ริเริ่มที่จะดำเนินงานการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่ โดยมีความคาดหวังว่า หากสามารถ plug in งานสุขภาพจิตได้สำเร็จจะเป็นตัวอย่างให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กเกิดแรงบันดาลใจว่า “ถ้าท้องถิ่นใหญ่ๆ ทำได้ ท้องถิ่นเล็กๆ อย่างเราก็น่าจะทำได้” ในขณะเดียวกัน มูลนิธิแพธทูเฮลท์ในฐานะองค์กรรับผิดชอบโครงการสุขเป็นมีต้นทุนการทำงานและคนทำงานที่พื้นที่ชลบุรี คือ กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์ (กลุ่มบางเพลย์) จึงได้หารือถึงความสนใจในการทำงานขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกในพื้นที่ชลบุรี ซึ่งจะประกอบไปด้วยเทศบาลเมืองพัทยาและมหาวิทยาลัยบูรพา เนื่องจาก ผศ.ดร.ไพบูลย์ โสภณสุวภาพ ทีมวิชาการของกลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์เป็นอาจารย์ประจำคณะดนตรีและการแสดง จึงสนใจที่จะขับเคลื่อนงานเพื่อให้เกิดประโยชน์กับนักศึกษาด้วย

ทั้งนี้ กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์ เกิดจากการรวมตัวของนักแสดง ผู้กำกับ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำศิลปะการละครมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์ เสริมสร้างศักยภาพของเยาวชน และขับเคลื่อนการเรียนรู้ประเด็นทางสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน กลุ่มบางเพลย์มักลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้บริบทของชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเรื่องราวที่ได้สัมผัสมาวิเคราะห์และจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยทำงานในหลากหลายประเด็น เช่น ประเด็นสิ่งแวดล้อม ประเด็นสุขภาวะ ประเด็นภัยจากการพนันออนไลน์ ฯลฯ

2. การสร้างกลไกหลักและการพัฒนา Change Agents (ทั้งด้าน content และ mobilization)

กลไกหลักการดำเนินงานในพื้นที่เทศบาลเมืองพัทยา คือ กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์ ซึ่งประกอบด้วย ผศ.ดร.ไพบูลย์ โสภณสุวภาพ ทีมวิชาการ ทวีวัฒน์ กำเนิดเพ็ชร์ มีบทบาทเป็น Learning Director ของกลุ่ม และทีมผู้ประสานงานอีก 2 คน ทั้ง 4 คนถือเป็นกำลังหลักในการดำเนินงานทั้งพื้นที่เทศบาลเมืองพัทยาและมหาวิทยาลัยบูรพา โดยมีทีมจากมูลนิธิแพธทูเฮลท์เป็นทีมสนับสนุน

สำหรับเทศบาลเมืองพัทยานั้น มีการหารือกันเบื้องต้นระหว่างทีมบางเพลย์กับรองปลัดเทศบาลเมืองพัทยาในขณะนั้น คือ ดร.ศิวัช บุญเกิด ซึ่งรู้จักกันมาก่อน โดยถามความสนใจ ความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน และแนวทางการทำงานร่วมกัน ดร.ศิวัช ซึ่งดูแลงานด้านแผนยุทธศาสตร์ นโยบาย และการขับเคลื่อนเมืองพัทยาในขณะนั้นเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ เนื่องจากพัทยามีกลไก PCA (Pattaya Change Agent) หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงเมืองพัทยาอยู่แล้ว จึงน่าจะขับเคลื่อนงานสุขเป็นผ่านกลไก PCA ได้ จึงมอบหมายให้ ดร.ณฐมน อาจทรง ประธาน PCA เป็นผู้ประสานงาน วางแผนการดำเนินงาน และกำหนดวันพัฒนาศักยภาพ PCA ร่วมกับทางโครงการ

การพัฒนา PCA เมืองพัทยา มีกลุ่มบางเพลย์เป็นผู้นำกระบวนการและมีการประสาน PCA มาร่วมกระบวนเวิร์กชอปเบื้องต้นไว้ราว 30 คน แต่เมื่อถึงกำหนดมี PCA มาร่วมกระบวนได้ราว 12 คน ซึ่งเกิดจาก “ระบบบริหารจัดการภายใน” ของเทศบาลที่หัวหน้างานไม่อนุญาตให้ PCA มาร่วมอบรมได้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มบางเพลย์ก็ตั้งใจที่จะพัฒนาให้ 12 คนที่มาร่วมเวิร์กชอป “เป็นตัวจริง” ที่เข้มแข็งและสามารถนำสุขเป็นไปขยายงานต่อ โดยกระบวนการใช้พัฒนา 2 วันเน้นการทำความเข้าใจแนวคิดหลักเรื่องจิตวิทยาเชิงบวก กระบวนการทำงานแบบสร้างเสริม และเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้กับตัวเองและชุมชน และเนื่องจากการมีเวลา 2 วันในการพัฒนา PCA ทางกลุ่มบางเพลย์จึงออกแบบกระบวนการให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ครบทั้ง 7 ทักษะสร้างสุข โดยเลือก 1 กิจกรรมต่อ 1 ทักษะมาให้ได้เรียนรู้ ซึ่งหลักจากเสร็จสิ้นกระบวนการ PCA ทั้ง 12 คนรู้สึกประทับใจและเห็นว่าควรนำไปเผยแพร่ต่อ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะขยายต่ออย่างไร ยกเว้น PCA ที่มีบทบาทเป็นครูที่เห็นว่า น่าจะนำไปใช้ในชั้นเรียนได้

3.แผนการพัฒนาเพื่อขยายการดำเนินงานและข้อจำกัดที่เกิดขึ้น

หลังจากพัฒนาทีม PCA แล้ว ทีมบางเพลย์ได้กระตุ้นติดตามเพื่อให้กลไก PCA วางแผนการดำเนินงาน โดยประสานผ่านประธาน PCA แต่การดำเนินก็ยังไม่เดินหน้าตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ เนื่องจากปัจจัยพื้นที่และปัจจัยจากทีมทำงาน ดังนี้

3.1 ปัจจัยจากพื้นที่

การเปลี่ยนบทบาทความรับผิดชอบของ ดร.ศิวัช บุญเกิด จากการดูแลงานด้านแผนยุทธศาสตร์ นโยบาย และการขับเคลื่อนเมืองพัทยา มาดูแลงานด้านการศึกษา ในขณะที่การประสานงานครั้งแรกของทีมบางเพลย์ประสานผ่านสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้ความรับผิดชองของ ดร.ศิวัช เพื่อเปลี่ยนบทบาทความรับผิดชอบ อำนาจการสั่งการกับหน่วยงานภายใต้ความผิดชอบก็จะเปลี่ยนไปด้วย เพราะ PCA ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้สำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่สำนักการศึกษา การมาร่วมขับเคลื่อนงานสุขเป็นของ PCA จึงมีเงื่อนไขว่าจะได้รับอนุญาตจากหัวหน้างานซึ่งเป็นรองปลัดอีกท่านหนึ่งหรือไม่ และโดยวัฒนธรรมการทำงานแล้ว ทีมบริหาร (รองปลัด) จะไม่ก้าวก่ายหน่วยงานในความรับผิดชอบของกันและกัน

การเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการภายในของ PCA ที่เดิมมีการรวมตัวกันเหมือนภาคประชาชน มาเป็นกลไกหนึ่งของเทศบาลที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายกเทศบาลเมืองพัทยา ทำให้กระบวนการทำงานร่วมกันมีขั้นตอนที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ต้องมีหนังสือเชิญ ต้องได้รับการอนุญาตจากต้นสังกัด ทำให้การดำเนินงานไม่คล่องตัว

การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายของเมืองพัทยาที่เดิมจะเน้นเรื่องคุณภาพชีวิตที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาเมือง เป็น “พัทยาเมือท่องเที่ยวระดับโลก คุณภาพชีวิตระดับสากล” มีเป้าหมายเป็นเมืองที่จัดเทศกาลระดับโลก เมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนต์ เมืองท่องเที่ยว GO Green มีการจัดสาธารณูปโภคและการศึกษาที่มีคุณภาพ ทำให้งานเรื่องสุขภาพจิตไม่ได้เป็นจุดเน้นในการดำเนินงาน

3.2 ปัจจัยจากทีมทำงาน

กระบวนการทำงานที่ไม่สามารถทำงานต่อเนื่องได้ของทีมบางเพลย์และทีมโครงการจากมูลนิธิ แพธทูเฮลท์เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ ทำให้ PCA อาจจะไม่เกิด “ความเปลี่ยนแปลงจากภายใน” และไม่สามารถเชื่อมโยงการทำงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกในบริบทของตัวเองได้

กระบวนการตัดสินใจ “ยุติ” หรือ “ไปต่อ” กับเมืองพัทยา กับโอกาสในการมองหาพื้นที่ดำเนินการใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา มีการปรึกษาระหว่างทีมบางเพลย์กับทีมโครงการจากมูลนิธิแพธทูเฮลท์หลายครั้ง แต่ไม่ได้ร่วมกำหนดเกณฑ์ยุติด้วยกัน ก็ทำให้ขาดโอกาสในการหาพื้นที่ทำงานใหม่

4.ความพยายามเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัด

กลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนงานสุขเป็นให้เข้าไปอยู่ในระบบของเทศบาลเมืองพัทยาอย่างทีมบางพลย์ เห็นสถานการณ์ปัญหาและข้อจำกัดของการทำงาน จึงได้พยายามจัดการด้วยกระบวนการต่างๆ เพื่อลดข้อจำกัดที่เกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อ “ติดตั้งสุขเป็น” ให้เกิดกับคนทำงาน หรือ PCA ให้ได้ก่อนเป็นลำดับแรก ในขณะเดียวกันก็พยายามประสานกับกลไกในเทศบาลเมืองพัทยา ทั้ง รองปลัดฯ ศิวัช และหัวหน้าฝ่ายงานอื่นๆ เพื่อพิจารณาช่องทางที่เป็นไปได้ในการขับเคลื่อนงาน ดังนี้

4.1 การสนับสนุนให้ PCA ทดลองใช้กิจกรรมสุขเป็นกับพื้นที่หรือบริบทงานของตัวเอง โดยได้สนับสนุนให้ PCA ที่เป็นแกนนำชุมชน walking street นำกิจกรรมไปใช้ในการประชุมชุมชน

4.2 การกระตุ้นติดตามให้ PCA ได้ทดลองนำกิจกรรมไปใช้กับบริบทของตัวเอง เช่น หากเป็นเจ้าของสถานประกอบการก็เสนอให้นำกิจกรรมที่เคยได้ลองทำในเวิร์กชอปไปใช้กับพนักงานในร้าน หากเป็นครูก็เสนอให้ทดลองนำไปใช้ในชั้นเรียน เป็นต้น

4.3 การหาโอกาสเข้าพบกับทีมบริหารในเทศบาลเมืองพัทยา และหารือถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการขับเคลื่อนงานสุขเป็นต่อเนื่องกับทีมบริหารในบริบทที่พบกันในวาระอื่นๆ

4.4 การมองหาโอกาสใหม่ พื้นที่ใหม่ เพื่อขับเคลื่อนงานสุขเป็นแทนเทศบาลเมืองพัทยา โดยทีมบางเพลย์ได้รู้จักกับบุคลากรศูนย์สุขภาพจิตที่ 6 จ.ชลบุรีในการเวิร์กชอปแห่งหนึ่ง และมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนการดำเนินงานเรื่องสุขภาพจิต ทำให้ทางศูนย์สุขภาพจิตที่ 6 สนใจงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เกิดการประสานกันต่อเนื่อง ทำให้ไม่ได้เปิดพื้นที่ทำงานใหม่

5.บทเรียนสำหรับพื้นที่อื่นที่ต้องการขับเคลื่อนงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอย่างพัทยา เป็นเมืองที่มีความซับซ้อนทั้งในบริบทของพื้นที่ ผู้คน เศรษฐกิจ แต่เป็นเมืองแห่งโอกาสในการดำเนินงานเพราะหากขับเคลื่อนงานสำเร็จ ประโยชน์จะคลอบคลุมกับประชากรจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม มีเรื่องที่ต้องพิจารณาเมื่อลดข้อจำกัดในการดำเนินงาน ดังนี้

5.1 การศึกษานโยบายของเทศบาลและความสอดคล้องกับภารกิจที่ต้องการขับเคลื่อน เพื่อให้ภารกิจที่ต้องการขับเคลื่อนในพื้นที่สอดคล้องกับนโยบายที่เทศบาลต้องการขับเคลื่อน

5.2 การแสวงหากลไกในเทศบาลเพื่อขับเคลื่อนงาน จากบทเรียนพบว่า ทีมบางเพลย์ได้พยายามประสานการทำงานกับสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมซี่งมีบทบาทโดยตรงกับงานสุขภาพจิต อย่างไรก็ตาม งานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกมีเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมป้องกันให้ทุกคนมีสุขภาพจิตที่แข็งแรง มีทักษะและเครื่องมือใช้รับมือกับทุกข์-สุข ที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตได้ ดังนั้น หน่วยงานที่สามารถขับเคลื่อนได้จึงไม่ได้มีเฉพาะหน่วยด้านสาธารณสุข หน่วยอื่นๆ ในเทศบาล เช่น สำนักสวัสดิการ สำนักการศึกษา ก็สามารถขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตได้ หากเข้าใจแนวคิดและหลักการดำเนินงาน

5.3 การหาโอกาสให้ทีมบริหารเทศบาลซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน มีโอกาสเข้าร่วมกระบวนการพัฒนาเพื่อให้เกิดความเข้าใจแนวคิดและแนวทางการทำงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก โดยเมื่อพิจารณาจากการขับเคลื่อนงานสุขเป็นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จ เช่น อบจ.สงขลา เทศบาลตำบลหลักห้า พบว่า ทีมบริหารมีโอกาสได้เข้าร่วมกระบวนการพัฒนา ทั้งเวิร์กชอป การอบรม เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเวทีวิชาการ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เป็นเหมือนพื้นที่ที่ทำให้ผู้บริหารได้เห็นแนวทางการทำงานของพื้นที่อื่นๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับพื้นที่ของตัวเอง

5.4 การใช้พื้นที่ “การเมือง” กับการขับเคลื่อนงาน โดยทีมทำงานต้องสามารถชี้ให้ทีมบริหารโดยเฉพาะนายกเมืองพัทยา เห็นประโยชน์ในเชิงการทำงานการเมืองได้ว่า การขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตจะเป็นประโยชน์ต่องานการเมืองอย่างไร แต่จากบทเรียนที่ผ่านมาพบว่า การขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตในเทศบาลเมืองพัทยาใช้กลไกข้าราชการเป็นหลัก ซึ่งหากพัฒนากลไกในพื้นที่การเมืองด้วย ก็อาจเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนงานให้เกิดความสำเร็จได้