1. บริบทของกลไกในพื้นที่และการเริ่มต้น
ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมสุขภาพจิต มีบทบาทหลักในการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต (Mental Health Promotion and Prevention) ในเขตสุขภาพที่ 10 ครอบคลุม 5 จังหวัด (อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, ยโสธร, อำนาจเจริญ และมุกดาหาร) ดูแลประชากรประมาณห้าล้านคน
จุดเริ่มต้นในการเข้าร่วมโครงการสุขเป็นเริ่มจาก ดร.สุภาภรณ์ ศรีธัญรัตน์ (ผอ.หญิง) ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 ได้พบกับทีมมูลนิธิแพธทูเฮลท์ (P2H) ในเวทีวิชาการ และพบว่าแนวคิด “สุขเป็น” มีจุดเชื่อมโยงกับงานเดิมที่ศูนย์ฯ กำลังขับเคลื่อนคือ “นักสื่อสารสร้างสุข” ซึ่งเป็นการสร้างพลเมืองในพื้นที่ให้ส่งต่อข้อความการดูแลใจกันเองโดยไม่ใช้ภาษาวิชาการ ที่ศูนย์ฯ ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่เริ่มทำในช่วงสถานการณ์โควิด-19
การนำ “สุขเป็น” เข้ามาจึงไม่ใช่การเพิ่มภาระงานใหม่ แต่คือการนำ จิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) มาเป็นเครื่องมือในการทำงานเพื่อให้ประชาชนมีทักษะในการรับมือกับทุกข์สุขในชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเอง โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือทำให้ “ประชาชนมีความสุข”
2. การสร้างกลไกหลักและการพัฒนา Change Agents
ผอ.หญิง มองว่างานเคลื่อนไม่ได้ถ้าไม่มีคนทำงาน ดังนั้น การจะเปลี่ยนชุมชนได้ คนทำงานต้องเปลี่ยนก่อน โดยเฉพาะการปรับทัศนคติที่เรื่องการทำงาน ทั้งการยึดติดกับ KPI ไม่อยากทำงานเยอะ รู้สึกมี workload และสร้างแรงกระตุ้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปจนถึงการเห็นคุณค่าของการทำงานเชิงคุณภาพที่จะนำสู่เป้าหมายประชาชนจิตดี
แผนพัฒนาบุคลากรภายในศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 ให้เป็น Change Agents (CAs) เริ่มจาก ผอ.หญิง จึงใช้บทบาทผู้นำของตนเองในการเป็น Change Agent ด้วยการชวนทีมไปร่วมเรียนรู้กับโครงการสุขเป็นอย่างต่อเนื่อง ชวนสะท้อนถึงความแตกต่างจากสิ่งที่เคยทำ สนับสนุนให้ทีมกล้าทดลองใช้เครื่องมือใหม่ ๆ ในการทำงาน ซึ่งจากการติดตามพบว่าคนทำงานเปิดใจมากขึ้น และนำสิ่งที่เรียนรู้จากสุขเป็นในใช้ต่อในงานตัวเอง
3. การบูรณาการเข้ากับงานหรือระบบ
ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 นำสุขเป็นเข้าสู่ระบบปกติผ่าน 2 กลไกหลัก คือ
3.1 นำกิจกรรม “สุขเป็น” ไปใช้ในการจัดกระบวนการก่อนการใช้เครื่องมือประเมินชุมชน (Community Mental Health Index -CMHI) หรือ Mindscape ซึ่งเป็นแบบสำรวจของกรมสุขภาพจิตในการวิเคราะห์ชุมชนเพื่อเก็บข้อมูล กิจกรรมสุขเป็นช่วยเปิดใจคนในชุมชนในการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องสุขภาพจิตให้เป็นเรื่องสนุกและใกล้ตัว
3.2 สุขเป็น สามารถบูรณาการไปกับการขับเคลื่อนงานส่งเสริมป้องกัน (Promotion and Prevention) ที่ใช้กรอบ PIRAB
P (Partnership): สร้างภาคีกับท้องถิ่นและเครือข่ายภาคประชาสังคม
I (Investment): ร่วมลงทุนทรัพยากร ทั้งงบประมาณราชการและงบสนับสนุนจากโครงการ
R (Regulate): ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเติมเต็ม ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ
A (Advocate): สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตผ่านภาษาที่เข้าใจง่าย และสนุก
B (Building Capacity): พัฒนาศักยภาพคนทำงานในพื้นที่ให้เก่งขึ้น
4. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
4.1 ระดับบุคคล พบว่าบุคลากรของศูนย์ฯ 10 และเครือข่ายในพื้นที่ เปิดใจมากขึ้น มีมุมมองต่อการทำงานที่เปลี่ยนไป มีความสุขมากขึ้นในการทำงานเชิงรุกโดยใช้กระบวนการที่เรียนรู้จากสุขเป็น สามารถจัดการความเครียดของตนเองได้ และรู้สึกสนุกกับงานเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกับกลุ่มประชาชน มีสัญญาณจากคนทำงานว่าอยากทำต่อ
4.2 ระดับพื้นที่ เกิดการขยายผลในระดับพื้นที่ จากที่เริ่มดำเนินการใน 2 พื้นที่คือ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี และ อ. ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ ในปี 2569 ขยายผลไปยัง อ.เบญจลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ และกำลังจะขยายไปที่จ.มุกดาหาร และ จ.ยโสธร ในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ฯ 10 การเตรียมทำพื้นที่ต้นแบบ “อำเภอสุขเป็น” โดยขยายผลในทุกตำบลโดยใช้กลไก พชอ.
4.3 การเชื่อมต่อระบบข้อมูล มีการใช้ Mental Health Check-in เป็นระบบฐานข้อมูลควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมเชิงคุณภาพ ทำให้เห็นภาพรวมสุขภาพจิตของประชาชนที่ชัดเจนขึ้น
5. ปัจจัยความสำเร็จและความท้าทาย
ปัจจัยความสำเร็จ ความมุ่งมั่นของผู้นำที่เห็นความสำคัญของการพัฒนาคนทำงานและการทำงานที่เน้น “ความสัมพันธ์” มากกว่าการออกคำสั่งส่งผลให้เกิดทีมที่เข้มแข็ง สนุกกับการทำงาน “เพราะทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยความสัมพันธ์และการทำให้เห็นเป้าหมายและประโยชน์ร่วมกัน”
ด้านความท้าทาย พบว่า เมื่อชุมชนมี Change Agent แล้ว จะทำให้ยั่งยืนได้อย่างไร ผอ.หญิงเห็นว่า ในส่วนคนทำงานต้องพัฒนาและเติมเต็มให้รู้สึกสนุกกับงานและอยากทำในฐานะ change agents นอกจากนั้น ยังต้องสร้างการมีส่วนร่วมและความรู้สึกเป็นเจ้าของของชุมชน ชวนให้เห็นว่าถ้าใช้งบเป็นตัวนำ พองบหมดงานก็จบ แต่เราต้องลองค้นหาว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้างโดยไม่พึ่งงบประมาณ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเชื่อมต่อกับท้องถิ่นเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนการทำงานที่ต่อเนื่องรวมถึงงบประมาณบางส่วนเพื่อให้งานต่อเนื่อง ซึ่งจำเป็นต้องมีจุดขายจากผลลัพธ์ความสำเร็จของการทำงานในพื้นที่ และต้องช่วยพัฒนาทักษะการเขียนโครงการของผู้นำชุมชน รวมถึงการจัดการแรงต้านจากคนทำงานปฐมภูมิ ที่ไม่อยากทำงานเกินสิ่งที่กรมกำหนดไว้
การทำงานกับผู้บริหารในทุกระดับ เพื่อให้สนับสนุนด้านนโยบาย เช่น กลไก พชอ. กลไก พรบ.สุขภาพจิต เป็นต้น และทำให้เห็นว่า “ไม่ต้องรอปัญหาเกิดเพื่อใช้พรบ.ในการเข้าสู่การรักษา แต่เรา สร้างสุข ด้วยการทำชิงบวกให้คนในชุมชนยิ้มได้ อยู่กับปัญหาได้”
6. บทเรียนสำหรับพื้นที่อื่น
6.1 การทำโครงการสุขภาพจิตในชุมชนต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คนทำงาน” ให้พร้อมและเชื่อมั่นกับแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวกก่อน ทำให้เกิด Value Chain คนทำงานเห็น “คุณค่าและความหมาย” ของงานว่า “สุขเป็น” จะไปช่วยผ่อนแรงหรือทำให้งานเดิมที่มีอยู่บรรลุเป้าหมายได้อย่างไร ไม่ใช่การเพิ่มงาน
6.2 หน่วยงานส่วนภูมิภาคต้องปรับบทบาทมาเป็น “พี่เลี้ยง” (Coach) ที่คอยหนุนเสริมวิชาการและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คนทำงานในพื้นที่
6.3 การเคลื่อนเรื่องนี้ต้องทำไปด้วยกันทั้ง bottom-up จากชุมชน และ top-down ให้ฝ่ายนโยบายเอื้อและสนับสนุนการทำงาน
Key Person ที่ขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตในพื้นที่อำเภอเบญจลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ในเครือข่ายของศูนย์สุขภาพจิตที่ 10
ปนิตรา ธิสาเวช หรือ แพรว พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.เบญจลักษณ์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.ศรีสะเกษกับการสร้าง “ระบบดูแลใจ” ด้วยหัวใจและกลไกชุมชน ใช้ความเข้าใจนำการรักษา

แพรว เป็นพยาบาลวิชาชีพที่ดูแลงานสุขภาพจิตและยาเสพติดของ รพ.เบญจลักษณ์ เพียงคนเดียวทั้งอำเภอ โดยรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยจิตเวชรวม 268 ราย และเคสที่มีความเสี่ยงสูง (SMIV) อีกจำนวนมาก ก่อนหน้านี้การทำงานเป็นแบบ “ตั้งรับ” คือการจ่ายยาตามนัดและคัดกรองรายปี ซึ่งพบปัญหาสำคัญคือผู้ป่วย “ขาดยา” แอบซ่อนยา หรือญาติไม่สามารถกำกับการกินยาได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการก้าวร้าวและต้องกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำ คุณแพรวเริ่มตั้งคำถามว่า “จะทำอย่างไรให้ผู้ดูแลและชุมชนเข้มแข็งพอที่จะดูแลผู้ป่วยได้เอง” เพื่อลดภาระของระบบสาธารณสุขและสร้างความยั่งยืน
อ.เบญจลักษณ์ เป็นพื้นที่นำร่องของศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 ในการทำ CMHI แพรวจึงมีโอกาสได้เข้าร่วมเรียนรู้กับโครงการสุขเป็น
แพรวสะท้อนว่าก่อนรู้จักสุขเป็น เธอทำงานแบบไม่ยืดหยุ่นและเข้มงวดกับตัวเองจนเครียด เมื่อเข้าสู่กระบวนการของโครงการ เธอได้ปรับเปลี่ยนตัวเองใน 2 มิติ คือ
มิติการทำงาน
ปรับทัศนคติการทำงาน เปลี่ยนจากการ “สั่ง” ให้คนไข้ทำตาม มาเป็นการ “ชวนคิดและรับฟัง” ชวนชุมชนค้นหาต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงร่วมกัน เช่น สาเหตุที่คนไข้ไม่กินยา เป็นเพราะขาดยา หรือ ไม่มีรถไปรับยา หรือ ไม่มีเงิน ฯลฯ ซึ่งเมือปรับกระบวนแล้วพบว่าได้ผลดีกว่า
เปลี่ยนวิธีการทำงาน จากเดิมที่ให้ญาติพาคนไข้มารับยาและติดตามการรักษาที่โรงพยาบาล เมื่อเรียนรู้จากสุขเป็น ปรับเป็นการต้องร่วมด้วยช่วยกันในการดูแลคนไข้ โดยเอาผู้รับผิดชอบ ผู้ดูแล และชุมชนมาร่วมคุยกันว่าจะมีวิธีดูแลอย่างไร และใครมีบทบาทอะไร ซึ่งพอใช้แบบนี้แล้ว พบว่าการดูแลคนไข้ดีขึ้น และทำให้ชุมชนเห็นความสำคัญของการดูแลร่วมกัน
มิติชีวิตตัวเอง เริ่มปรับสมดุล รู้จักการพักผ่อน ยืดหยุ่นขึ้น ไม่เข้มงวดกับตัวเองมาก และไม่ทุ่มเทงานจนแบกความเครียดไว้คนเดียว ต้องปรับตัวเองก่อนแล้วจึงไปใช้กับคนอื่น เพราะเชื่อว่าหากตัวเองไม่มีความสุข ก็จะไม่สามารถส่งต่อความสุขให้คนอื่นได้
การผลักสุขเป็นเข้าสู่ระบบ
ด้านชีวิตการทำงานที่พยายามผลักดันสุขเป็นให้เข้าสู่ระบบงานของรพ.เบญจลักษณ์ แพรวใช้วิธี “สร้างเครือข่าย” เพื่อให้งานสุขภาพจิตอยู่ในระบบปกติของพื้นที่ ดังนี้
กลไก 3 หมอและจิตเวชสัญจร โดยบูรณาการงานสุขภาพจิตเข้ากับงานปฐมภูมิ โดยดึงพี่ ๆ พยาบาลจาก รพ.สต. ทั้ง 6 แห่งมาช่วยดูแลผู้ป่วยในเขต และพัฒนา อสม. 12 คนให้เป็น “อสม.จิตเวช” ที่มีทักษะเป็นกระบวนกร สามารถคัดกรองและสังเกตอาการเตือน 5 สัญญาณได้
การดึงภาคีปกครองและตำรวจเป็นเครือข่ายเพื่อสร้างโมเดลการทำงานร่วมกันในการเข้าระงับเหตุของเคส SMIV ได้เร็ว และชวนตำรวจมาเป็นวิทยากรร่วมในกิจกรรมชุมชนล้อมรักษ์เพื่อปรับทัศนคติต่อผู้ป่วย
การใช้เครื่องมือสุขเป็นในงาน Routine คุณแพรวนำกิจกรรมสุขเป็น (เช่น เกมเศรษฐี, บันไดงู, การเช็คอุณหภูมิความสุข) ไปใช้ในจุดรอตรวจ OPD และ NCD เพื่อค้นหาปัญหาในใจของผู้ดูแล ที่มักจะไม่ได้บอกหมอ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ระดับบุคคล ผู้ป่วยเปิดใจคุยความจริงเรื่องการเสพยาหรือการไม่กินยาเพราะเกิดความไว้วางใจ ส่วนเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร (ผอ.รพ.) เห็นความเปลี่ยนแปลงว่าคุณแพรวใจเย็นลงและทำงานราบรื่นขึ้น ส่วนตัวคุณแพรวเองรู้สึกภูมิใจและรู้สึกว่าทำแล้งสำเร็จทำให้อยากทำต่อ โดยตั้งเป้าจะขยายไปอีก 3 ตำบล โดยขับเคลื่อนผ่านกลไก พชอ. และเริ่มจากให้ชุมชนรู้ปัญหาของตัวเอง
ในเชิงระบบ ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา (สัมภาษณ์ เมษายน 2569) อัตราการนอนโรงพยาบาลด้วยอาการคลุ้มคลั่งก้าวร้าวลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ เนื่องจากชุมชนช่วยกันกำกับการกินยาได้ดีขึ้นถึง 70% ส่วนรพ.สต.ที่ร่วมงานและนำกระบวนการสุขเป็นไปใช้สะท้อนว่า การพูดคุยเสริมพลังช่วยให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้มากขึ้น
ระดับชุมชน เกิด “ประชาคมชุมชน” ที่ยอมรับให้โอกาสผู้ป่วยจิตเวชที่เคยมีคดีให้กลับมาใช้ชีวิตในหมู่บ้านได้ โดยมีการสร้างกติกาการอยู่ร่วมกันร่วมกับผู้นำชุมชน มีตัวอย่างความสำเร็จที่ หมู่ 12 ตำบลหนองหว้า
ปัจจัยความสำเร็จและบทเรียน
ผู้นำที่เปิดใจ ผอ.รพ.เบญจลักษณ์ เห็นความสำคัญและสนับสนุนงบประมาณ รวมถึงส่งเสริมให้ทุกจุดบริการ (IPD/OPD) นำแนวคิดสุขเป็นไปใช้
ความสม่ำเสมอในการติดตาม การลงพื้นที่ทุก 45 วัน ทำให้คนทำงานในชุมชนไม่รู้สึกถูกทอดทิ้ง
การทำให้เป็นเรื่องง่าย เปลี่ยนภาษาวิชาการเป็นกิจกรรมสนุก ๆ ทำให้ อสม. และชาวบ้านกล้าที่จะเข้ามามีส่วนร่วม
นิยาม “สุขเป็น” ของคุณแพรว
“สุขเป็น เป็นกิจกรรมที่สามารถบูรณาการได้กับทุกงาน เป็นกระบวนการชวนคุย ช่วยดึงความสนใจของคนมากกว่าการบรรยาย การชวนคุย แลกเปลี่ยน ซักถาม ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้น ช่วยเปิดประตูให้คนได้พูด ได้ระบาย ทำให้เราค้นหาปัญหาได้”