“สุขเป็น” จากงานสร้างเสริมสุขภาพจิตชุมชน สู่รายวิชาพื้นฐานสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
1. บริบทของกลไกในพื้นที่และการเริ่มต้น (Context & Entry Point)
จ.สกลนคร เป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนการทำงานคือ มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิแพธทูเฮลท์ประจำการอยู่ในพื้นที่ และเป็นผู้จัดการโครงการสุขเป็น ซึ่งมีแนวคิดสนใจที่จะทำงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกในชุมชน การค้นหาต้นทุนเบื้องต้น คือ การชักชวนคนทำงานที่เคยร่วมงานกันและปัจจุบันเป็นนักพัฒนาอยู่ที่ พมจ.สกลนครนคร ร่วมขับเคลื่อนงานสุขเป็น และอีกทุนสำคัญคือ การได้รู้จักกับ ดร.นำพร อินสิน อาจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ผ่านการแนะนำของนักวิชาการที่เคยประเมินโครงการสุขเป็นระยะแรก เนื่องจากเห็นว่า ดร.นำพร สนใจเรื่องสุขภาพจิตและเป็นโอกาสที่โครงการสุขเป็นจะขยับไปเกาะเกี่ยวกลไกของระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษา เมื่อผู้จัดการโครงการได้พูดคุยถึงรายละเอียดโครงการและกระบวนการขับเคลื่อนงานในเบื้องต้น ดร.นำพร สนใจและชักชวนอาจารย์ในสาขารวมถึงแกนนำในภาคส่วนของสาธารณสุขที่สนใจ เช่น เจ้าหน้าที่ รพ.สต.เข้าร่วมเวิร์กชอปเพื่อทำความเข้าใจแนวคิดของจิตวิทยาเชิงบวกและกระบวนการทำงานสร้างเสริมสุขภาพจิตในชุมชน
2. การสร้างกลไกหลักและการพัฒนา Change Agents (ทั้งด้าน content และ mobilization)
นอกจาก ดร.นำพร จะมีบทบาทด้านวิชาการ เป็นผู้สอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพแล้ว อีกบทบาทหนึ่งคือการทำงานวิจัยและงานบริการวิชาการ โดยเฉพาะงานบริการวิชาการ ทำให้ ดร.นำพร มีเครือข่ายการทำงานเป็นคนในชุมชนทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและคนในชุมชน ผลงานโดดเด่นคือ งานวิจัย “รำเพลินเดินบ่ล้ม” ที่นำนวัตกรรมด้านการรำเพลินไปใช้กับผู้สูงอายุในชุมชนและทำให้ผู้สูงอายุได้ประโยชน์ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีขึ้น
สำหรับการขับเคลื่อนงานสุขเป็น เริ่มแรก ดร.นำพร วางแผนที่จะขับเคลื่อนในระดับชุมชนผ่าน รพ.สต.ที่เคยร่วมงานด้วยกัน แต่หลังจากการวิร์กชอปครั้งแรก ผู้เข้าร่วมหลายคนโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในหน้างานสาธารณสุขในพื้นที่ไม่สามารถเข้าร่วมได้ต่อเนื่องในครั้งถัดๆ ไป ซึ่ง ดร.นำพร วิเคราะห์ว่า เกิดจากปัจจัยทั้งของผู้เข้าร่วมเองที่มีภารกิจค่อนข้างมาก และปัจจัยที่มาจากโครงการที่ไม่ได้ระบุความชัดเจนของวัตถุประสงค์โครงการที่เกี่ยวข้องกับผู้เข้าร่วมตั้งแต่อบรมครั้งแรก
“บางคนเขาเขามองไม่ออกว่าสุดท้ายจะไปต่อยังไงกับงานที่เขาทําอยู่ เพราะไปรอบแรก 7 ชั่วโมงแรก กลับไปเล่าให้หัวหน้าฟัง หัวหน้าจะมีความคาดหวังว่าเธอไปประชุม จะได้อะไรกลับมาที่เป็นประโยชน์ ต่อตัวเองและภารกิจของหน่วยงาน บางคนมามาไกลจากนครพนม เพราะเป็นเครือข่ายโซนที่ ราชภัฏดูแล คือถ้าเป็นระดับปฏิบัติการก็อาจจะไม่เข้าใจในครั้งแรกว่ามาทำอะไร เพราะวัตถุประสงค์ ของกระบวนการเวิร์กชอปคืออยากให้ผู้เข้าร่วมเกิดความเปลี่ยนแปลงจากภายใน”
เมื่อเกิดข้อจำกัดเรื่องการขับเคลื่อนงานในชุมชน ดร.นำพร จึงขยับมาขับเคลื่อนงานในมหาวิทยาลัย เริ่มจากรวมทีมซึ่งเป็นอาจารย์จากสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาเชิงบวก และหารือกันว่าองค์ความรู้และทักษะที่ได้จากการอบรมจะนำมาขยายต่อในคณะได้อย่างไรบ้าง เนื่องจากทุกคนก็เห็นสถานการณ์ปัญหาเรื่องสุขภาพจิตของนักศึกษา เช่น การปรับตัวของนักศึกษาในระดับชั้นปีที่ 3 ที่ต้องไปฝึกงานที่หน่วยบริการทุกแผนกและต้องหมุนเวียนไปในแต่ละแผนกทุก 2 สัปดาห์ ต้องเจอพี่เลี้ยงใหม่ เกิดความเครียดในการปรับตัวกับพี่เลี้ยงและกับภารกิจงาน ดังนั้น อาจารย์ 3-4 คนในหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ซึ่งเป็นแกนนำสุขเป็นก็มาคุยกันว่าจะนำกิจกรรมสุขเป็นไปใช้เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษา เช่น ใช้กิจกรรม mind monster เพื่อให้นักศึกษาจับความรู้สึกตัวเองได้และหาวิธีผ่อนคลาย ซึ่งในเบื้องต้นการใช้สุขเป็นกับนักศึกษาก็จะทำได้เพียงการนำกิจกรรมจัดในชั้นเรียนเท่านั้น
3. การบูรณาการเข้ากับงานหรือระบบ
ในขณะที่การนำกิจกรรมสุขเป็นไปจัดกิจกรรมให้กับนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ดำเนินไปอยู่นั้น ดร.นำพร ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบจัดทำหลักสูตรรายวิชาพื้นฐานที่นักศึกษาทุกคนต้องเรียน ดร.นำพร จึงได้จัดทำรายวิชา “การปรับตัวและฟื้นคืนสุขภาวะ” เป็นรายวิชาใหม่สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เปิดสอนครั้งแรกภาคเรียนที่ 1/2569 ซึ่งในรายวิชาดังกล่าว ใช้แนวคิดของการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกคือการสร้างทักษะต่างๆ เพื่อให้นักศึกษามีภูมิคุ้มกันรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เช่น ทักษะซาบซึ้งขอบคุณ ทักษะล้มแล้วลุกไว ทักษะเรื่องความสัมพันธ์ โดยปรับใช้กิจกรรมจากโครงการสุขเป็น ได้แก่ กิจกรรมบันไดงูสุขเป็น กิจกรรมระบายใจ กิจกรรมเกมเศรษฐีสุขเป็น

เมื่อจบปีการศึกษาที่ 1 จะต้องประเมินพลังอึด ฮึดสู้ (ล้มแล้วลุกไว) ในนักศึกษาทุกคน ซึ่งจะใช้แบบประเมินของกรมสุขภาพจิต เพราะในฐานะหลักสูตรต้องประเมินได้ อีกทั้ง วิชานี้เป็นวิชาที่ตอบโจทย์เป้าหมายของมหาวิทยาราชภัฎสกลนครที่จะสร้างนักศึกษาที่มีความสามารถด้านวิชาการและมีสุขภาพจิตที่ดี ดังนั้น รายวิชา “การปรับตัวและฟื้นคืนสุขภาวะ” จึงต้องสามารถตอบโจทย์ PLO : Program Learning Outcomes "ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังของหลักสูตร" ของมหาวิทยาลัยได้ในเรื่องล้มแล้วลุกไว (resilience) . . “วิชานี้จะให้ความสําคัญกับการที่กลับมาดูแลตัวเองก่อนไม่ได้ให้เธอเรียนไปเพื่อใคร แต่ให้เรียนเพื่อตัวเอง”
นอกจาการนำแนวคิดและกิจกรรมของสุขเป็นไปใช้ในการออกแบบ จัดทำรายวิชาบังคับของหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์แล้ว ดร.นำพร ยังได้จัดสภาพแวดล้อมภายในคณะให้เอื้อต่อการดูแลสุขภาพใจของนักศึกษา โดยได้จัดทำห้อง “จอยใจ” เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้นักศึกษาได้เข้ามาทำกิจกรรม ผ่อนคลาย หรือพูดคุยบอกเล่าเรื่องราวไม่สบายใจกับเพื่อนหรืออาจารย์ที่ไว้ใจ
4. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากการนำสุขเป็นเข้าไปขับเคลื่อนในงานของมหาวิทยาลัย หากกล่าวถึงในแง่มุมของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมชองผู้เรียนอาจจะยังไม่สามารถวัดผลได้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยเพิ่งบรรจุรายวิชา “การปรับตัวและฟื้นคืนสุขภาวะ” จำนวน 3 หน่วยกิต ให้กับนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ชั้นปีที่ 1 ได้เรียนเป็นเทอมแรก และจะวัดผลในสิ้นปีการศึกษา 2569
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลลัพธ์ในแง่ “กระบวนการ” จะพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงในระบบการจัดการเรียนการสอนทั้งในระดับหลักสูตร และระดับชั้นเรียน ของสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร โดยในระดับชั้นเรียน พบว่าอาจารย์ที่เป็นแกนนำของโครงการสุขเป็นได้นำกิจกรรมสุขเป็นไปจัดให้กับนักศึกษาในรายวิชาที่รับผิดชอบ และในระดับหลักสูตรมีการจัดทำรายวิชา “การปรับตัวและฟื้นคืนสุขภาวะ” ซึ่งใช้แนวคิดและกิจกรรมของสุขเป็น เปิดเป็นวิชาบังคับให้นักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ได้เรียน
5. ปัจจัยความสำเร็จและความท้าทาย
ปัจจัยความสำเร็จในการนำแนวคิดและกิจกรรมสุขเป็นเข้าไปเป็นหนึ่งในรายวิชาบังคับของหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ได้นั้น มี 2 ปัจจัยคือ
5.1 ปัจจัยภายนอก คือ เป้าหมายของมหาวิทยาลัยที่ต้องการผลิตนักศึกษาให้มี Soft skill ด้านความสามารถในการดูแลสุขภาพจิตของตัวเองนอกเหนือจากความสามารถด้านวิชาการซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการ คือ การพัฒนาคนให้มีความสามารถในการรับมือกับสุขและทุกข์ในชีวิต
5.2 ปัจจัยภายใน คือ การสร้างแกนนำให้สามารถเข้าใจแนวคิดด้านจิตวิทยาเชิงบวกและมีความยืนระยะในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ซึ่งในที่นี้คือ ดร.นำพร ที่เข้าใจหลักการและต่อยอด ขยายผล ไปยังนักศึกษาให้ได้รับประโยชน์
สำหรับความท้าทายที่เกิดขึ้นและอาจจะยังคงเป็นความท้าทายต่อเนื่อง คือ
ข้อจำกัดในการขยายประโยชน์ให้นักศึกษาทุกคนได้รับการพัฒนาและฝึกฝนเพื่อให้เกิดความสามารถในการดูแลตัวเองตามแนวทางจิตวิทยาเชิงบวก เนื่องจาก รายวิชา “การปรับตัวและฟื้นคืนสุขภาวะ” เป็นรายวิชาบังคับให้กับนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์เท่านั้น ซึ่งแต่ละปีทางมหาวิทยาลัยเปิดรับได้เพียง 30 คน เนื่องจากถูกกำหนดโดยสัดส่วนของคณาจารย์
ทักษะการอธิบายและการทำกิจกรรมที่ต่างกันของแกนนำซึ่งเป็นอาจารย์ในหลักสูตร ซึ่งไม่สามารถระบุให้ใช้กระบวนการทำกิจกรรมแบบเดียวกันได้ เนื่องจากบางคนจะถนัดบรรยาย ในขณะที่บางคนถนัดจัดกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมของโครงการสุขเป็นทั้งหมดเป็นกิจกรรมที่ใช้กระบวนการการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและดึงประสบการณ์จากผู้เข้าร่วมมาเรียนรู้ร่วมกัน
6. บทเรียนสำหรับพื้นที่อื่น
การขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตเชิงบวกในระบบของมหาวิทยาลัย จากบทเรียนการทำงานของ ดร.นำพร ซึ่งขับเคลื่อนในมหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร พบว่า กระบวนการสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้ เริ่มตั้งแต่การพัฒนาแกนนำ และการเลือก Plug in กับระบบต่างๆ ที่มีอยู่ของมหาวิทยาลัย ดังนี้
6.1 ด้านการพัฒนาแกนนำสุขเป็น โดยโครงการมีกระบวนการพัฒนาที่เรียกว่า 7-3-3-3 ซึ่งใช้เวลาและเน้นผลลัพธ์ที่ผู้เข้าร่วมจะต้องเกิด “การเปลี่ยนแปลงจากภายใน” ก่อนที่จะนำไปขยายผล อย่างไรก็ตาม ในแง่มุมของการทำงานสาธารณสุขโดยเฉพาะผู้เข้าร่วมระดับปฏิบัติการ อาจจะต้องการความชัดเจนตั้งแต่การเข้าร่วมเวิร์กชอปในครั้งแรกว่า โครงการมีเป้าหมายอย่างไร มีวิธีการขับเคลื่อนแบบไหน เกี่ยวข้องอะไรกับภารกิจของผู้เข้าร่วม และมีงบประมาณเท่าไรในการดำเนินการ
6.2 แม้ว่า ดร.นำพร จะสามารถผลักดันให้เกิดรายวิชาบังคับ “การปรับตัวและฟื้นคืนสุขภาวะ” ในหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ได้ แต่พบข้อจำกัดด้านความครอบคลุมจำนวนนักศึกษา ซึ่ง ดร.นำพร เสนอว่า หากสามารถ Plug in เข้าไปในระบบอื่นของมหาวิทยาลัย เช่น กิจกรรมนักศึกษา หลักสูตรมหาวิทยาลัย ก็จะเกิดความครอบคลุมมากกว่า แต่ด้วยบทบาทของ ดร.นำพร สามารถสร้างความครอบคลุมได้เพียงนักศึกษาในหลักสูตรที่รับผิดชอบเท่านั้น
Key Persons ในการพัฒนากลไกการทำงานการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
ดร.นำพร อินสิน เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร โดยพื้นฐาน ดร.นำพร จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพตั้งแต่ระดับปริญญาตรี (เภสัชศาสตร์) จนถึงระดับปริญญาเอก (สุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพ) แต่สนใจศาสตร์ด้านสังคมและสุขภาพจิต โดยก่อนที่จะรู้จักกับโครงการสุขเป็น ดร.นำพร ได้เรียนรู้เรื่องจิตปัญญา และนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเองและการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะเมื่อต้องเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการจัดทำหลักสูตรรอบใหม่ของมหาวิทยาลัยที่ต้องตอบโจทย์เรื่อง Soft skill ที่ต้องพัฒนาให้เกิดในนักศึกษา

“คิดว่าโครงการสุขเป็นตอบโจทย์กับภารกิจที่เราจะทำคือการพัฒนาหลักสูตรรอบใหม่ของมหาวิทยาลัย แต่พอได้เข้ากระบวนการทั้งหมดก็คิดว่าสุขเป็นตอบโจทย์การดูแลตัวเองด้วย”
ดร.นำพร รู้สึกประทับใจในกระบวนการสุขเป็น และมีความมุ่งมั่นที่จะขยายผลการทำงานไปสู่มหาวิทยาลัยและชุมชน แต่ด้วยกระบวนการพัฒนาแกนนำของสุขเป็นที่ใช้ระยะเพื่อให้แกนนำรู้สึก “อิน” และ “ระเบิดจากข้างใน” ทำให้เพื่อนร่วมทางหลายคนทั้งคณาจารย์ในหลักสูตรและเพื่อนภาคีฝั่งสาธารณสุขจาก รพ.สต.เริ่มหายไปจากกระบวนการขับเคลื่อน ดร.นำพร คิดว่าต้องขยายงานในขอบเขตที่ตัวเองทำได้ จึงเป็นที่มาของการจัดทำรายวิชา “การปรับตัวและฟื้นคืนสุขภาวะ” ซึ่งเป็นรายวิชาบังคับในหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ที่นักศึกษาหลักสูตรนี้ทุกคนจะต้องเรียน
“ที่ทําได้คงจะเป็นในระดับหลักสูตร อยากทําให้หลักสูตรเป็นต้นแบบได้ในเรื่องนี้ ด้วยความ ที่เราไม่ใช่ผู้บริหารก็จะไม่ได้มีพลังระดับคณะ อาจจะไปแตะนโยบายไม่ได้ แต่คิดว่าในระดับ หลักสูตรเราทําแล้วให้เห็นผล เราทําได้”
ปัจจุบัน ดร.นำพร เป็นผู้สอนในรายวิชา “การปรับตัวและฟื้นคืนสุขภาวะ” ซึ่งเริ่มใช้แล้วในภาคการศึกษาที่ 1/2569 และรอลุ้นผลการประเมินในปลายปีว่า วิชาที่ออกแบบและพัฒนามานั้นจะตอบโจทย์เป้าหมายของมหาวิทยาลัยได้มากน้อยเพียงใด
ต้องกลับมาพิสูจน์กันอีกที!