1. บริบทของกลไกในพื้นที่และการเริ่มต้น (Context & Entry Point)
การดำเนินงานโครงการสุขเป็นในพื้นที่ จ.อ่างทอง เริ่มจากต้นทุนของมูลนิธิแพธทูเฮลท์ที่เคยดำเนินงานร่วมกับโหนดจังหวังอ่างทองในโครงการพัฒนากลไกและระบบสนับสนุนการเชื่อมประสานภาคีเครือข่ายสุขภาวะภาคกลาง ซึ่งโหนดจังหวัดอ่างทองมีกลไกหลักคือ อบจ.อ่างทองและมีความพิเศษคือเป็นจังหวัดร่วมทุนที่ร่วมสนับสนุนงบประมาณการทำงานสุขภาวะร่วมกับ สสส. ทำให้มูลนิธิแพธทูเฮลท์สนใจทาบทามโหนดจังหวัดอ่างทองเข้าร่วมขับเคลื่อนโครงการสุขเป็น และได้รับการตอบรับที่ดีจากโหนดที่จะขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกด้วยกัน โดยเริ่มจากต้นทุนที่โหนดจังหวัดมีอยู่ คือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดอ่างทอง (สกร.อ่างทอง) โดยเฉพาะ สกร.ซึ่งเป็นหน่วยงานที่น่าสนใจในแง่ของเป็นหน่วยจัดการศึกษาให้กับนักศึกษาที่อยู่นอกระบบโรงเรียน การฝึกอาชีพให้กับคนในชุมชน และการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ
ทั้งนี้ สกร.จังหวัด มีบทบาทในการทำยุทธศาสตร์จังหวัด ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจัดทำระบบสารสนเทศ จัดการเรื่องงบประมาณ ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของ สกร.อำเภอ ส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตร สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา รวมถึงนิเทศ และกำกับติดตามการดำเนินงานของ สกร.อำเภอ
2. การสร้างกลไกหลักและการพัฒนา Change Agents (ทั้งด้าน content และ mobilization)
เมื่อวางแผนร่วมกับโหนดจังหวัดว่าจะดำเนินงานขับเคลื่อนสุขเป็นจังหวัดอ่างทองในระบบของ สกร.โหนดจังหวัดจึงประสานให้เกิดการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับแกนนำทั้ง 7 อำเภอของจังหวัด ซึ่งแต่ละอำเภอจะประกอบด้วย ตัวแทนจากสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ตัวแทนจากเทศบาล และตัวแทนจาก สกร. แต่แกนนำ ที่ผ่านการอบรมแล้วมีความกระตือรือร้น สนใจที่จะดำเนินงานต่อเนื่องคือทีมของ อ.เมืองอ่างทอง ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ รพ.สต.ศาสลาแดง ตัวแทนจาก สสอ.เมือง และคณะครูจาก สกร.เมือง ที่เข้าร่วมอบรมในครั้งนั้น ได้นำกิจกรรมของโครงการสุขเป็นมาใช้ในภารกิจของตัวเอง โดยเฉพาะ สกร.ที่คุณครูที่ผ่านการอบรมนำกิจกรรมสุขเป็นมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้นักศึกษา
อย่างไรก็ตาม สกร.เมือง ยังมีบทบาทในการทำงานชุมชนและทำงานในเรือนจำ ด้านการทำงานชุมชน สกร.มีภารกิจประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และเครือข่ายในชุมชนเพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และพัฒนาอาชีพและทักษะชีวิตให้กับคนในชุมชน สำหรับการดำเนินงานในเรือนจำ เป็นบทบาทเฉพาะของ สกร.ในอำเภอนั้นๆ ที่มีเรือนจำตั้งอยู่ ซึ่งเรือนจำจังหวัดอ่างทอง ตั้งอยู่ทีอำเภอเมือง จึงเป็นภารกิจของ สกร.เมืองอ่างทอง ที่ต้องเข้าไปจัดการเรียนการสอนให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งเมื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาเชิงบวกและเห็นกิจกรรมที่โครงการใช้อบรมเพื่อสร้างความเข้าใจและฝึกทักษะเรื่องสุขภาพจิต ทาง สกร.จึงชักชวนทีมโครงการเข้าไปทำกิจกรรมในเรือนจำ
ในเรือนจำจะมีกลไกหนึ่งที่มีบทบาทดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังในเรือนจำคือ “อาสาสมัครสาธารสุขในเรือนจำ” (อสจร.) โดยคัดเลือกจาก 1) สถานภาพทางวินัย ที่ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นดี หรืออย่างน้อยเป็นนักโทษชั้นกลางที่มีความประพฤติดี เหลือโทษจำคุกไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยผู้บัญชาการเรือนจำสามารถใช้ดุลยพินิจคัดเลือกได้ตามบริบทเฉพาะ 2) ระดับการศึกษา ต้องสามารถอ่านออกเขียนได้ หรือสำเร็จการศึกษาขั้นต่ำระดับประถมศึกษาปีที่ 6 3) สุขภาพและพฤติกรรม ต้องมีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีเป็นแบบอย่างแก่ผู้ต้องขังรายอื่น

นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวแล้ว เมื่อถูกคัดเลือกให้มีบทบาทเป็น อสจร.จะต้องเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขในเรือนจำที่ดำเนินการโดยกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขพื่อให้ อสรจ. มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และพฤติกรรมสุขภาพ (Health Behavior) มีความสามารถในการคัดกรองโรคเบื้องต้น การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค ตลอดจนการดูแลสิ่งแวดล้อมในเรือนจำ
การขับเคลื่อนสุขเป็นในเรือนจำจังหวัดอ่างทองผ่านกลไก อสรจ.จำนวน 35 คน เริ่มด้วยการพัฒนา อสรจ.ให้เข้าใจเรื่องจิตวิทยาเชิงบวกและฝึกทักษะที่นำไปสู่การสร้างสุขและมีความสามารถรับมือกับความทุกข์ในชีวิต ด้วยกระบวนการ 7-3-3-3 ซึ่งเรือนจำอ่างทองได้ดำเนินการพัฒนา อสรจ.ด้วยกระบวนการดังกล่าวไปแล้ว 2 รุ่น ทำให้ปัจจุบัน เรือนจำจังหวัดอ่างทองมี อสรจ.ที่ผ่านการพัฒนาและมีความสามารถเป็นแกนนำสุขเป็นแล้วจำนวน 70 คน (ปัจจุบันเหลือ 50 คน เนื่องจากส่วนหนึ่งพ้นโทษ) ซึ่งการพัฒนาแกนนำ อสรจ.แต่ละครั้ง จะมีทีมโครงการสุขเป็นร่วมกับทีม สกร.และเจ้าหน้าที่จาก รพ.สต.ศาลาแดง คือ คุณน้อง ลภัสรดา ดรหลักคำ ร่วมเป็นวิทยากรและมีนักจิตวิทยาในเรือนจำ คือ คุณต้น พงษ์เทพ แดงธิยะ เป็นผู้ประสานงานภายในเรือนจำ
3. การบูรณาการเข้ากับงานหรือระบบ : ความท้าทายที่ต้องอาศัยระยะเวลาและการทำงานกับหน่วยงานต้นสังกัด
การดำเนินงานขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก หรือ สุขเป็น ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง แม้ว่าจะเริ่มต้นด้วยการสร้างแกนนำความครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัดผ่านการกลไกโหนดจังหวัดและ สกร.อ่างทอง แต่มีเพียง สกร.เมืองอ่างทองเท่านั้นที่ยังดำเนินงานสุขเป็นโดยนำกิจกรรมไปใช้นำเข้าสู่บทเรียนในการจัดการเรียนการสอนนักศึกษา และนำสุขเป็นเข้าสู่เรือนจำ แต่ยังไม่สามารถบูรณาการเข้ากับระบบปกติ เช่น โครงสร้างการจัดการเรียนรู้ของ สกร.ได้
ภาพงานด้านสาธารณสุขมีการขับเคลื่อนโดยแกนนำหลักคือ ลภัสรดา ดรหลักคำ โดยนำกิจกรรมจากสุขเป็นมาปรับใช้ในภารกิจของตัวเอง เช่น การนำกิจกรรมสุขเป็นไปใช้ในการทำงานชุมชน อบรม อสม. แต่การขยายงานในเชิงพื้นที่นำเข้าสู่ระบบยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจากแกนนำหลักไม่ได้มีบทบาทเป็นผู้บริหารองค์กร และมีเขตพื้นที่รับผิดชอบในระดับตำบลเท่านั้น
สำหรับการขับเคลื่อนงานสุขเป็นในเรือนจำ มีกลไกชัดเจน คือ อสรจ.ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้เข้าใจและมีทักษะการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก แต่มีข้อจำกัด คือ พื้นที่ในการทำกิจกรรมเพื่อฝึกประสบการณ์ เช่น การได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษา รับฟัง เพื่อน พื้นที่ในการชวนเพื่อนทำกิจกรรมเพื่อดูแลใจ รวมถึงข้อจำกัดที่ต้องพัฒนาแกนนำรุ่นใหม่อยู่เสมอ เนื่องจาก อสรจ.พ้นโทษ และแม้ในเรือนจำจะมีข้อจำกัด แต่ อสรจ.ที่ได้รับการพัฒนาเป็นแกนนำสุขเป็น ก็ยังนำความรู้และทักษะที่ได้ไปใช้กับเพื่อนในเรือนจำ เช่น การเข้าไปพูดคุยให้กำลังใจ รับฟังความทุกข์ ความเครียดของเพื่อนรายใหม่ที่เพิ่งเข้าเรือนจำ
4. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
เมื่อพิจารณาจากการขับเคลื่อนงานสุขเป็นในเรือนจำซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีกลไกชัดเจนในการขับเคลื่อนงาน พบความเปลี่ยนแปลงของ อสจร.ผ่านคำบอกเล่าของ พงษ์เทพ แดงธิยะ นักจิตวิทยาในเรือนจำ ดังนี้
4.1 อสรจ.เกิดความกระตือรือร้น สนใจ เรื่องสุขภาพจิต นำไปปรับใช้กับตัวเอง พัฒนาตัวเองให้เป็นแบบอย่างของเพื่อนนักโทษคนอื่น และสนใจ ใส่ใจ สุขภาพจิตของเพื่อนนักโทษที่เพิ่งเข้าเรือนจำและอยากช่วยเหลือ
“คุณมาใหม่ๆ เนี่ย ยังไม่ได้ถูกศาลตัดสิน ทีนี้ อสรจ.ก็จะมาถามผม (ต้น) ว่ามีคนเข้าใหม่นะ มีปัญหาแบบว่าเครียดไม่ค่อยสบายใจเรื่องเกี่ยวกับการตัดสินอะไร เขาก็จะมาถามผมว่า ควรจะพูดกับเพื่อนอย่างไรเพื่อให้กําลังใจเขา”
4.2 สัมพันธภาพที่ดีขึ้นระหว่าง อสรจ.และเพื่อน โดยเกิดจาก อสรจ.ไม่ตัดสินเพื่อนจากรูปลักษณ์และท่าทีของเพื่อน แต่ใช้การสื่อสารเชิงบวกเพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปของเพื่อนมากขึ้น
“เมื่อก่อนผม (อสรจ.)ไม่เคยทักคนนี้เลย หรือว่านอนร่วมห้องกันก็ไม่ค่อยได้คุยกันเลย พอได้ร่วมกิจกรรมก็ได้คุยกันมากขึ้น แล้วก็ได้รู้จักว่า เอ๊ะ! มันไม่ได้เป็นเหมือนภายนอก ทำให้คุยกันได้ตรงเรื่องตรงใจกันมากขึ้น บางคนก็สนิทกันขึ้นจากกิจกรรมที่สุขเป็นเข้าไปทำให้”
4.3 ช่วยลดภาระงานของนักจิตวิทยาในเรือนจำ โดย อสรจ.มีบทบาทในการสอดส่อง ดูแลสุขภาพใจ ของเพื่อนในเรือนจำ และเมื่อสังเกตว่าเพื่อนที่เข้ามาใหม่น่าจะมีปัญหาสุขภาพจิตก็จะนำมาปรึกษากับนักจิตวิทยาเพื่อให้ดำเนินการพูดคุยให้คำปรึกษา และรักษากรณีที่สภาพปัญหารุนแรงต้องได้รับยาหรือการรักษาจากแพทย์
5. ปัจจัยความสำเร็จและความท้าทาย
การขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตในเรือนจำผ่าน “คนนอก” อย่างเช่นโครงการสุขเป็นไม่ใช่กรณีที่ทำได้ง่ายนักในเรือนจำอื่นๆ เนื่องจากเรือนจำเป็นพื้นที่เฉพาะ การเข้า-ออก ของคนนอกจะต้องผ่านการตรวจค้นอย่างเข้มงวด และต้องได้รับการอนุมัติให้เข้าไปทำกิจกรรมจากผู้บัญชาการเรือนจำ การเข้า-ออก เพื่อทำกิจกรรมให้กับ อสรจ.แต่ละครั้งจะต้องมีขั้นตอนการประสานงานที่ชัดเจน ห้ามพกพาอุปกรณ์ต่างๆ แม้ว่าจะเป็นอุปกรณ์สำหรับทำกิจกรรมเข้าเรือนจำเด็ดขาด แต่การที่โครงการสามารถเข้าไปดำเนินงานในเรือนจำได้อย่างต่อเนื่องนั้น เกิดจากปัจจัย ดังนี้
5.1 วิสัยทัศน์ของผู้บริหารเรือนจำ โดยพบว่า ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดอ่างทองเป็นคนหนุ่ม มีวิสัยทัศน์และมีมุนมองเชิงบวกในการพัฒนาผู้ต้องขัง พิจารณาได้จากโครงการต่างๆ ที่เรือนจำอ่างทองจัดทำ เช่น การเปิดร้านให้ผู้ต้องขังได้ฝึกอาชีพทำอาหาร ค้าขาย หน้าเรือนจำ มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอก เป็นการฝึกและเตรียมผู้ต้องขังให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้เมื่อพ้นโทษ
5.2 การมีผู้ประสานงานที่น่าเชื่อถือ คือ สกร.เมืองอ่างทอง ที่มีบทบาทเป็นผู้เชื่อมประสานระหว่างทีมเรือนจำกับเจ้าหน้าที่โครงการสุขเป็นให้มีโอกาสได้พบ พูดคุย กับผู้บัญชาการเรือนจำ ถึงแนวคิดและกิจกรรมที่จะใช้เพื่อพัฒนาผู้ต้องขัง จนเกิดการพัฒนา อสรจ.ได้ถึง 2 รุ่น
6.โอกาสและความเป็นไปได้ในการขยายผลสุขเป็นให้ยั่งยืนในเรือนจำ
แม้ว่าเรือนจำจะเป็นพื้นที่ปิด แต่ก็เป็นพื้นที่มีโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะขยายและหยั่งรากลึกการทำงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก ซึ่งเรือนจำอ่างทองเป็นกรณีศึกษาที่ทำให้เห็นว่า การสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกให้กับ อสรจ.ในเรือนจำส่งผลเชิงบวกทั้งต่อตัว อสรจ.เอง ต่อเพื่อนผู้ต้องขัง และต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม หากจะขยายผลการทำงานไปสู่เรือนจำอื่นๆ จะต้องพิจารณาถึงกลไกและระบบที่จะเข้าไปเชื่อมประสานและทำงานร่วมกันดังนี้
6.1 การทำงานระดับนโยบายกับกรมราชทัณฑ์ เพื่อเสนอแนวคิดเรื่องการพัฒนา อสรจ.ให้มีองค์ความรู้และทักษะการทำงานเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกให้กับเพื่อนผู้ต้องขังผ่านหลักสูตรฝึกอบรม อสรจ. เพื่อให้ประเด็นเรื่องนี้อยู่ในโครงสร้างหลักสูตรที่ราชทัณฑ์ประกาศใช้
6.2 กลไก “อสรจ” ต้นทุนสำคัญที่จะช่วยขยายงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก เนื่องจากเป็นกลไกที่ทุกเรือนจำมีอยู่แล้ว และมีความพร้อมในการพัฒนาต่อยอดเรื่องสุขภาพจิตเนื่องจาก อสรจ.จะผ่านการอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับสุขภาพเพื่อใช้ดูแลเพื่อนผู้ต้องขัง
6.3 การพัฒนานักจิตวิทยาเรือนจำ ให้มีความสามารถในการเป็นพี่เลี้ยง เป็นที่ปรึกษา ให้กับ อสรจ.ในการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกในเรือนจำ
6.4 คัดเลือกเนื้อหาเบื้องต้นที่จำเป็นต่อการพัฒนา อสรจ. เพื่อ ลดข้อจำกัดของเรือนจำ ทั้งด้านเวลาในการทำกิจกรรมของผู้ต้องขัง และภาระงานของเจ้าหน้าที่ เช่น อาจจะคัดเลือกเฉพาะเนื้อหาและกิจกรรมที่เรื่องความเข้าใจตนเอง รู้จักตัวเอง จัดการอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองไสำหรับการพัฒนา อสรจ.เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในเรือนจำ
Key Persons ในการพัฒนากลไกการทำงานการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก เรือนจำจังหวัดอ่างทอง อ.เมือง จ.อ่างทอง
การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกหรือสุขเป็นในเรือนจำอ่างทอง เกิดจาก “คนนอก” อย่าง สกร.เมืองอ่างทอง และ รพ.สต.ศาลาแดง ต.ศาลาแดง อ.เมืองอ่างทอง ร่วมกับ “คนใน” อย่างนักจิตวิทยาในเรือนจำ ร่วมกันทำงานอย่างแข็งขัน
ลภัสรดา ดรหลักคำ หรือ น้อง เจ้าหน้าที่ รพ.สต.ศาลาแดง เป็นแกนหลักสำคัญในการขยายผลงานงานสุขเป็นในเรือนจำ โดยทำหน้าที่เป็นผู้จัดกระบวนการให้กับ อสรจ. ก่อนหน้านี้ ลภัสรดา ร่วมงานกับเรือนจำอยู่แล้วผ่านการทำงานสาธารณสุข เช่น การตรวจสุขภาพ การฉีดวัคซีน ตรวจมะเร็งปากมดลูก และเมื่อสุขเป็นขยับเข้ามาทำงานในเรือนจำ จึงถูก สกร.ชวนเข้ามาร่วมทีมเป็นผู้จัดกระบวนการด้วย

“จากที่ได้เข้าไปจัดกระบวนการสุขเป็นให้กับ อสรจ.ให้กับเรือนจำอ่างทอง มองว่า พวกเขามีความหวังมากขึ้น สัมพันธภาพระหว่างเพื่อนผู้ต้องขังด้วยกันก็ดีขึ้น กล้าที่จะพูดคุยสื่อสารกับเจ้าหน้าที่มากขึ้นด้วย”. . นอกจากการขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตเชิงบวกในเรือนจำ ลภัสรดา ยังขับเคลื่อนในภารกิจของตัวเอง เช่น การทำกิจกรรมกับผู้สูงอายุในพื้นที่โดยใช้กิจกรรมจากโครงการสุขเป็น การใช้ทักษะการฟังในการลงชุมชนทำงานกับชาวบ้าน ซึ่ง ลภัสรดา ยืนยันว่า นี่คือความยั่งยืนที่เกิดในระดับบุคคลแม้ว่าโครงการจะสิ้นสุดลง เนื่องจากโครงการได้ติดตั้งระบบคิดและติดทักษะการทำงานสุขภาพจิตให้กับแกนนำสามารถใช้ได้ตลอดเวลา
ด้าน “คนใน” อย่าง ต้น พงษ์เทพ แดงธิยะ นักจิตวิทยาเรือนจำอ่างทอง มองว่า สุขเป็นช่วยผู้ต้องขัง “คลี่คลายความรู้สึก” ได้ ณ วันที่ทำกิจกรรมเลย เพราะกิจกรรมที่โครงการนำมาพัฒนา อสรจ.เป็นกิจกรรมที่เน้นการทบทวนตัวเอง บางคนได้ทบทวนความรู้สึกและการกระทำที่ผ่านมา และมีวิธีการคลี่คลายความรู้สึกที่ท้วมท้นอยู่ได้ เช่น การฝึกลมหายใจ การชวนให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ เป็นต้น
การดำเนินงานเพื่อให้งานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกในเรือนจำเกิดความยั่งยืน จะต้องทำงานกับหน่วยต้นสังกัด คือ กรมราชทัณฑ์ หากกรมราชทัณฑ์มีนโยบายให้เรือนจำทำงานเรื่องสุขภาพจิตเชิงบวก ทุกเรือนจำจะต้องปฏิบัติตาม

“จริงๆ อสรจ.สามารถทำคัดกรองเบื้องต้นเรื่องสุขภาพจิตได้ หลังจากที่เข้ารับการพัฒนาจากโครงการสุขเป็น เขากระตือรือร้นที่จะดูแลเพื่อน บางทีเข้ามาทำผมว่า จะพูดและให้กำลังใจเพื่อนอย่างไร ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการ เกินความคาดหวังของเรือนจำ เพราะนอกจาก อสรจ.จะนำความรู้ที่ได้ไปใช้กับตัวเองแล้ว ยังสนใจที่จะไปใช้กับเพื่อน”
ในฐานะนักจิตวิทยา ต้นมองว่า สุขเป็นคือ “จิตวิทยาที่ประยุกต์แล้ว” ซี่งต่างจากสิ่งที่ตัวเองได้เรียนมา เพราะสิ่งที่เรียนมาเป็นทฤษฎี หากจะนำมาปรับใช้ต้องผ่านกระบวนการคิดและออกแบบเป็นกิจกรรมที่ง่ายสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะนำไปใช้ แต่สุขเป็นออกแบบกิจกรรมมาแล้ว สามารถหยิบใช้ได้เลย ซึ่งง่ายและยังอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีทางจิตวิทยาอยู่
“ไม่ใช่แต่เฉพาะ อสรจ.หรือ ผู้ต้องขังในเรือนจำเท่านั้นที่ควรได้เรียนรู้และ ทำกิจกรรมสุขเป็น แต่เจ้าหน้าที่เรือนจำก็ควรได้เรียนรู้ด้วย เชื่อว่าจะช่วย ลดความเครียดจากการทำงานได้มาก”
ต้นกล่าวทิ้งท้าย