บทที่ 2 · ส่วนที่ 4

ผลลัพธ์ (Outcomes)

4.1 ผลลัพธ์ระดับบุคคล

4.1.1 การเปลี่ยนแปลงทักษะด้านสุขภาพจิต หรือ ทักษะสร้างสุขของ CAs

การติดตามผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงทักษะของ CAs หลังเข้าร่วมกระบวนการพัฒนา CAs อย่างต่อเนื่อง พบว่า กระบวนการต่าง ๆ ทำให้ CAs เกิด self- awareness ในเรื่องของความสุขความทุกข์ของคนที่เป็นเรื่องปกติทั่วไปในชีวิตจากมุมมองคนละด้าน (เช่น กิจกรรมเส้นสุข-เส้นทุกข์) เน้นทักษะเรื่องการคิดบวกปรับเปลี่ยน mindset ในการมองชีวิตผ่านแง่มุมที่ดี (เช่น กิจกรรมการมองโลกในแง่ดี) เพิ่มทักษะการอยู่กับปัจจุบัน ในรู้เนื้อรู้ตัวว่ากำลังรู้สึกและมีอารมณ์แบบใด หรือการสร้างความสุขง่าย ๆ ด้วยการยิ้ม (เช่น กิจกรรมพลังยิ้ม) เมื่อกิจกรรมสร้างประสบการณืแล้วมีการใคร่ครวญกับตนเอง สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ผลลัพธ์สำคัญในเชิงคุณภาพด้านการจัดการอารมณ์ตนเองที่ CAs สะท้อน เมื่อถามว่า “การเปลี่ยนแปลงหลังเข้าร่วมโครงการสุขเป็นคืออะไร” CAs ให้ข้อมูลที่สอดคล้องตรงกันว่า “ใจเย็นลง อารมณ์ดีขึ้น ให้อภัยง่าย ไม่เก็บความเครียด เห็นความสุขใกล้ตัวได้ง่ายขึ้น มีสติ ฉุกคิด และเข้าใจอารมณ์ตนเองมากขึ้น”

ข้อมูลจากทีมโครงการร่วมกับข้อมูลจากการสัมภาษณ์ CAs พบว่า กระบวนการพัฒนา CAs ไปมุ่งพัฒนา “ทักษะสร้างสุข” ให้เกิดขึ้น จึงส่งผลต่อการรับมือสถานการณ์ทั่วไปในชีวิตได้ดีขึ้น เช่น “เจอคนที่บ้านเมาเหล้าก็ไม่บ่น” “เปลี่ยนคำดุด่าลูกเป็นความใส่ใจถามไถ่” “ปล่อยวางเรื่องไม่สบายใจได้ง่ายขึ้น” “รับฟังคนอื่นมากขึ้นไม่มัวแต่ไปตอกย้ำความทุกข์หรือไม่สบายใจของคนอื่น” จนถึงระดับที่สามารถเผชิญปัญหาสถานการณ์วิกฤตของชีวิตได้ เช่น “รับมือกับปัญหาครอบครัวเมื่อสามีมีภาวะเครียดหนักจนไม่เป็นอันทำอะไร ก็ลุกขึ้นมาเข้มแข็งเป็นหลักให้ลูกและสามี แทนที่จะด่าและบ่นสามีแบบที่เคยทำมา จนพาครอบครัวผ่านพ้นปัญหาไปได้ในที่สุด” (CA, หญิง, อสม., เชียงใหม่) หรือในฐานะผู้นำชุมชน “รับมือกับคนในชุมชนที่ถูกสังคมตีตราหรือไม่เห็นคุณค่า ให้หันกลับมามองแง่มุมใหม่ มองถึงคุณค่าของเขา และให้โอกาสในการมีตัวตนและคุณค่ากับคนอื่นจนสามารถ (CA, ชาย, ผู้นำชุมชน, เชียงราย) ” ดังนั้น กระบวนการพัฒนา CAs ของสุขเป็น ช่วยยกระดับ “ทักษะสร้างสุข” ให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์สอดคล้องกับฐานคิดของโครงการที่ต้องการสนับสนุนให้คน “ออกกำลังใจให้มีทักษะทางใจที่แข็งแรง เมื่อเจอเชื้อโรคก็สามารถจัดการเชื้อโรคให้หมดไปได้ ไม่ต้องเจ็บป่วย พิการหรือตายไปกับโรคนั้น”

นอกจากการติดตามผลเชิงคุณภาพแล้ว ทีมประเมินผลใช้แบบประเมิน “ทักษะสร้างสุข” สอดคล้องกับทักษะที่โครงการมุ่งเน้นทั้ง 8 ทักษะ และแบบประเมิน “สุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA” ในช่วงระยะท้ายของโครงการ (เดือน เมษายน 2569) ทีมประเมินผลเก็บข้อมูลจาก CAs ในพื้นที่ทุกจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการและเป็น CAs ที่ขยายผลสุขเป็นตามกลไกชุมชน (n=503) เปรียบเทียบกับ ผู้ตอบแบบประเมินที่เป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการสุขเป็นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน (n=90) ผลการประเมิน “ทักษะสร้างสุข” และ “สุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA” ดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2 “ทักษะสร้างสุข” และ “สุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA” ของกลุ่ม CAs (n=503) และ กลุ่มคนทั่วไป (n=90)

ประเด็นกลุ่ม CAs (n=503)กลุ่ม CAs (n=503)กลุ่มคนทั่วไป (n=90)กลุ่มคนทั่วไป (n=90)p-value
ประเด็นค่าเฉลี่ยSDค่าเฉลี่ยSDp-value
ข้อ 1-10 ทักษะสร้างสุข (ช่วงคะแนน 0-3)ข้อ 1-10 ทักษะสร้างสุข (ช่วงคะแนน 0-3)ข้อ 1-10 ทักษะสร้างสุข (ช่วงคะแนน 0-3)ข้อ 1-10 ทักษะสร้างสุข (ช่วงคะแนน 0-3)ข้อ 1-10 ทักษะสร้างสุข (ช่วงคะแนน 0-3)ข้อ 1-10 ทักษะสร้างสุข (ช่วงคะแนน 0-3)
1. การมองโลกในแง่ดีได้ แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่พอใจ (ทักษะการมองโลกในแง่ดี)2.160.6552.000.750*0.038a
2. การนึกขอบคุณตัวเองและสิ่งรอบตัว แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ (ทักษะการขอบคุณตัวเอง)2.360.6312.110.710*<0.001a
3. การตั้งเป้าหมายเล็กๆ น้อย ๆ ให้กับตัวเองอยู่เสมอและพยายามทำให้สำเร็จ (ทักษะการคิดแบบเติบโต)2.370.6572.270.7310.196a
4. การค้นพบข้อดีหรือความถนัดของตนเอง (ทักษะการคิดเรื่องจุดแข็งของคน)2.400.6172.110.800<0.001a
5. การมีความทุกข์หรือไม่สบายใจ แล้วทบทวนอารมณ์ความรู้สึกของตนเองก่อนเสมอ (ทักษะการอยู่กับปัจจุบัน/ล้มแล้วลุกไว)2.270.6112.090.6810.011a
6. เมื่อคนอื่นทำให้ไม่พอใจ จะจัดการความรู้สึกตนเองก่อนที่จะแก้ปัญหา (ทักษะการสร้างความสัมพันธ์อย่างรับผิดชอบ)2.300.5652.060.709<0.001a
7. การให้เวลาตัวเองเพื่อที่จะดูแลร่างกายและจิตใจมากขึ้น (ทักษะการดูแลสุขภาพตนเอง)2.500.5572.300.6080.002a
8. การพูดคุยกับคนอื่นอย่างใส่ใจ และรับฟังด้วยความเข้าใจ (ทักษะการเอาใจเขามาใส่ใจเรา)2.480.5272.260.572<0.001a
คะแนนเฉลี่ย2.350.412.150.48<0.001b
ข้อ 9-15 “สุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA” (ช่วงคะแนน 0-3)ข้อ 9-15 “สุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA” (ช่วงคะแนน 0-3)ข้อ 9-15 “สุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA” (ช่วงคะแนน 0-3)ข้อ 9-15 “สุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA” (ช่วงคะแนน 0-3)ข้อ 9-15 “สุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA” (ช่วงคะแนน 0-3)ข้อ 9-15 “สุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA” (ช่วงคะแนน 0-3)
9. การมีกิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุขเพลิดเพลินจนลืมเวลา (ทักษะการจดจ่อเพลิดเพลิน)2.420.6062.130.737<0.001a
10. การรู้สึกว่าตนเองมีประโยชน์ต่อคนในครอบครัวและคนรอบข้าง (ความสุข: Meaning)2.580.5262.420.6360.013a
11. การมีอารมณ์เชิงบวกมากขึ้น เช่น สดชื่น แจ่มใส เบิกบาน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ความสุข: Positive Emotion)2.430.6942.120.776<0.001a
12. การสามารถจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำได้มากขึ้น เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ความสุข: Engagement)2.390.6182.080.753<0.001a
13. การรู้สึกว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ๆ มากขึ้น เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ความสุข: Relationship)2.440.5882.130.706<0.001a
14. การรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามากกว่าเดิม เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ความสุข: Meaning)2.590.5602.260.829<0.001a
15. การรู้สึกว่ามีเป้าหมายในการทำสิ่งต่างๆ ในแต่ละวันมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ความสุข: Accomplishment)2.450.6222.190.708<0.001a
คะแนนเฉลี่ย2.470.452.180.58<0.001b

aสถิติทดสอบ Independent t-test

bสถิติทดสอบ Mann Whitney U-test

*มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05

ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบสัดส่วนระดับทักษะสร้างสุขและระดับสุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMAระหว่างกลุ่ม CAs (n=503) และกลุ่มคนทั่วไป (n=90) ช่วงระยะท้ายของโครงการ

ผลลัพธ์ต่อสุขภาพจิตระดับกลุ่ม CAs n% (n=503)กลุ่มคนทั่วไป n% (n=90)P-value
ระดับ ทักษะสร้างสุขต่ำ (คะแนน 0 – 1.00)0 (0.0%)1 (1.1%)0.009c
ระดับ ทักษะสร้างสุขปานกลาง (คะแนน 1.01 – 2.00)161 (32.0%)39 (43.3%)0.009c
ระดับ ทักษะสร้างสุขสูง (คะแนน 2.01 – 3.00)342 (68.0%)50 (55.6%)0.009c
ระดับสุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMAต่ำ (คะแนน 0 – 1.00)4 (0.8%)3 (3.3%)<0.001d
ระดับสุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMAปานกลาง (คะแนน 1.01 – 2.00)128 (25.4%)38 (42.2%)<0.001d
ระดับสุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMAสูง (คะแนน 2.01 – 3.00)371 (73.8%)49 (54.2%)<0.001d

cสถิติทดสอบ Fisher’s Exact test dสถิติทดสอบ Pearson Chi square

*มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05

ตารางที่ 3 จากระดับทักษะสร้างสุขและระดับสุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA สามารถเป็นกลุ่มคนเป็น 3 ระดับ ได้แก่ระดับต่ำ ระดับปานกลาง และระดับสูง พบว่า กลุ่ม CAs มีระดับทักษะสร้างสุขและระดับสุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA แตกต่างจากกลุ่มคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีแนวโน้มสัดส่วนของคนที่มีระดับทักษะสร้างสุขและระดับสุขภาพจิตเชิงเชิงบวกตามแนวคิด PERMA ระดับสูงมากถึง 68.0% และ 73.8% ในขณะที่กลุ่มคนทั่วไป มีสัดส่วนคนที่มีคะแนนระดับสูง 55.6% และ 54.2% ตามลำดับ

ข้อมูลจากตารางที่ 2 และ 3 เป็นหลักฐานสนับสนุนว่ากระบวนการพัฒนา CAs ของโครงการสุขเป็น ช่วยส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายเกิดผลลัพธ์ระดับบุคคลต่อการมี “ทักษะสร้างสุข” และ “สุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA” ได้ เป็นตามเป้าหมายและแนวคิดของโครงการ

4.1.2 ผลลัพธ์ต่อสุขภาวะทางจิต

โครงการกำหนดตัวชี้วัดของสุขภาวะทางจิตด้วยการประเมินความสุข นับเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่สำคัญในการสะท้อนปัญหาสุขภาพจิตในประชากรไทย ดังนั้น ในระยะต้นของโครงการ จึงดำเนินการประเมินระดับความสุขด้วยแบบประเมินความสุข 15 ข้อของกรมสุขภาพจิต (THI-15) (ช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน 2568) ในประชาชนทั่วไปในพื้นที่ 15 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ดำเนินโครงการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน (Baseline) สำหรับติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพจิตของกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ ผลประเมินดังตารางที่ 4 และตารางที่ 5

ตารางที่ 4 ผลสำรวจคะแนนความสุขและระดับความสุขของประชาชน 15 จังหวัดระยะช่วงต้นโครงการ (n=58,524)

จังหวัดจำนวน (คน)คะแนนความสุขโดยรวมเฉลี่ย (ช่วงคะแนน 0-45)ระดับความสุข
นนทบุรี1229234.17มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป
สมุทรสาคร1419032.93มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป
ประจวบคีรีขันธ์1307232.33มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป
นครศรีธรรมราช170432.00มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป
เชียงใหม่1217932.22มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป
อ่างทอง2131434.50มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป
ชลบุรี2116129.45มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป
สงขลา2443933.02มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป
พังงา2180732.04มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป
ลำพูน23531.20มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป
ลำปาง2464632.42มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป
เชียงราย2285334.11มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป
อุบลราชธานี22651434.58มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป
อำนาจเจริญ22434.92มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป
สกลนคร2329433.80มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป

1 พื้นที่จังหวัดเดิมที่เข้าร่วมโครงการต่อเนื่องจากสุขเป็นระยะที่ 1

2 พื้นที่จังหวัดใหม่ที่เข้าร่วมในโครงการสุขเป็นระยะที่ 2

ตารางที่ 5 ระดับความสุขของประชาชน (ระยะช่วงต้นโครงการ) ใน 15 จังหวัด (n=58,524)

ระดับความสุขช่วงคะแนนร้อยละ
คนที่มีความสุขสูงกว่าคนทั่วไป27 คะแนน43.3
คนที่มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป28-34 คะแนน42.7
คนที่มีความสุขต่ำกว่าคนทั่วไป35-45 คะแนน14.0

ข้อมูลจากตารางที่ 4 และ 5 สะท้อนสถานการณ์สุขภาพจิตในประชากรไทย 15 จังหวัด ในระยะช่วงต้นโครงการ ข้อคำถามครอบคลุมมิติทัศนคติ ทักษะ และวิถีชีวิต และสะท้อนสุขภาวะทางจิตและความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต ทุกจังหวัดมีเฉลี่ยที่สามาถจัดกลุ่มในระดับความสุขระดับคนทั่วไป แต่ค่าคะแนนแตกต่างกันไป เช่น จังหวัดชลบุรี มีค่าคะแนนเฉลี่ย 29.45 จังหวัดอำนาจเจริญมีคะแนนเฉลี่ย 34.92 เมื่อแบ่งระดับความสุขเป็น 3 ระดับ จะพบว่า ภาพรวมประชาชนทั้ง 15 จังหวัดส่วนใหญ่มีระดับความสุขเท่ากับคนทั่วไป ร้อยละ 42.7 ระดับสูงกว่าคนทั่วไปร้อยละ 43.3 อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มคนร้อยละ 14 ที่มีระดับความสุขต่ำกว่าคนทั่วไป

เมื่อพิจารณาคะแนนเฉลี่ยรายข้อ (ช่วงคะแนน 0.00 – 3.00) พบว่า ในช่วงระยะต้นโครงการ ทุกข้อมีคะแนนเฉลี่ยมากว่า 2.00 แต่มีประเด็นข้อคำถาม 3 ข้อ ที่คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 2.00 ได้แก่

จะเห็นได้ว่า ประเด็นสามข้อที่ค่าเฉลี่ยน้อยมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีทักษะในการจัดการอารมณ์จิตใจ เมื่อเจอปัญหาหรือสถานการณ์ที่มีภาวะกดดัน หากขาดทักษะในการรับมือและจัดการสภาพจิตใจเมื่อเผชิญปัญหาเหล่านั้น ก็จะมีความเสี่ยงที่ทำให้คนมีปัญหาสุขภาพจิตได้ง่าย โครงการจึงมีการดำเนินการส่งเสริมทักษะดังกล่าวอย่างเข้มข้นในช่วงระยะกลางและระยะท้ายของโครงการ

ต่อมาในช่วงระยะท้ายโครงการ ทีมประเมินผลติดตาม (เดือนพฤษภาคม 2569) ทีมประเมินผลติดตามระดับความสุขในกลุ่ม CAs ที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง และเปรียบเทียบรายละเอียดในรายข้อ ในตารางที่ 6

ตารางที่ 6 การเปรียบเทียบคะแนนความสุขรายข้อระยะช่วงต้นโครงการ (Baseline) (n=58,524) และระยะท้ายโครงการ (Endline) แบ่งเป็นกลุ่ม CAs (n=503) และกลุ่มคนทั่วไป (n=90)

ข้อคำถามคะแนนเฉลี่ย (0.00 – 3.00)คะแนนเฉลี่ย (0.00 – 3.00)คะแนนเฉลี่ย (0.00 – 3.00)คะแนนเฉลี่ย (0.00 – 3.00)
ข้อคำถามระยะต้นโครงการระยะท้ายโครงการระยะท้ายโครงการระยะท้ายโครงการ
ข้อคำถามประชาชนทั่วไป n=58,524กลุ่ม CAs n=503กลุ่มคนทั่วไป n=90p-value
ความรู้สึกที่ดี
Att1. ท่านรู้สึกพึงพอใจในชีวิต2.272.392.16<0.001a*
Att2. ท่านรู้สึกสบายใจ2.172.271.87<0.001a*
Att3. ท่านรู้สึกภูมิใจในตนเอง2.342.482.16<0.001a*
ความรู้สึกที่ไม่ดี
Att*4. ท่านรู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้กับการดำเนินชีวิตประจำวัน2.352.302.240.514
Att*5. ท่านรู้สึกผิดหวังในตนเอง2.552.492.460.792
Att*6. ท่านรู้สึกว่าชีวิตมีแต่ความทุกข์2.442.422.260.046a*
สมรรถภาพจิตใจ
SE7. ท่านสามารถทำใจยอมรับได้ สำหรับปัญหาที่ยากจะแก้ไข (เมื่อมีปัญหา)**1.741.831.760.555
SE8. ท่านมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมอารมณ์ได้ เมื่อมีเหตุการณ์คับขันหรือร้ายแรงที่เกิดขึ้น**1.851.921.800.095
SE9. ท่านมั่นใจที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในชีวิต**1.852.001.840.004a*
คุณภาพจิตใจ
EMP10. ท่านรู้สึกเห็นอกเห็นใจเมื่อผู้อื่นมีความทุกข์2.122.292.200.033a*
EMP11. ท่านรู้สึกเป็นสุขในการช่วยเหลือผู้อื่นที่มีปัญหา2.252.442.390.332
SS12. ท่านให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นเมื่อมีโอกาส2.222.392.390.146
ปัจจัยสนับสนุนของครอบครัว
SS13. ท่านรู้สึกมั่นคงปลอดภัยเมื่ออยู่ในครอบครัว2.502.582.370.014a*
SS14. หากท่านป่วยหนัก ท่านเชื่อว่าคนในครอบครัว จะดูแลท่านเป็นอย่างดี2.462.522.230.011a*
SS15. สมาชิกในครอบครัวมีความรักและผูกพันต่อกัน2.522.562.400.069

* ข้อคำถามเชิงลบ (กลับค่าคะแนนแล้ว) ** ข้อคำถามที่ได้คะแนนเฉลี่ยน้อยกว่า 2.00Att – Attitude การมีทัศนคติที่ดี SE – การรับรู้ความสามารถของตนเองในการเผชิญปัญหา

EMP – Empathy การมีความเข้าอกเข้าใจ SS – Social support การรับรู้แรงสนับสนุนจากครอบครัวa*มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ด้วยสถิติทดสอบ Independent t-test เพื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม CAs และกลุ่มคนทั่วไป

จะเห็นได้ว่า ในระยะท้ายโครงการกลุ่ม CAs มีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้สึกที่ดี (ข้อ1-3) ด้านสมรรถภาพจิตใจ (ข้อ 7-9) และด้านคุณภาพจิตใจ (ข้อ 10-12) มากกว่าประชาชนทั่วไประยะต้นโครงการ และมากกว่ากลุ่มคนทั่วไปในระยะท้ายโครงการ โดยเฉพาะด้านความรู้สึกที่ดีที่มีคะแนนระหว่างกลุ่ม CAs และกลุ่มคนทั่วไปที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกข้อ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อความสุข มองชีวิตเชิงบวกมากขึ้น ข้อมูลนี้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงภายในที่ CAs ให้สัมภาษณ์ไว้อย่างมาก และยังสอดคล้องกับแนวคิดทักษะที่สำคัญของโครงการที่เน้นการมองโลกในแง่ดี มองสุขและทุกข์เป็นเรื่องเดียวกันขึ้นอยู่กับมุมมอง ดังนั้น “ทักษะการมองโลกในแง่ดี” น่าจะเป็นทักษะที่สำคัญในการออกกำลังใจตามความหมายของโครงการ

สำหรับด้านสมรรถภาพจิตใจ (ข้อ 7-9) มีความสามารถในการรับมือและเผชิญกับความยากลำบากสถานการณ์ที่เข้ามาในชีวิตมากขึ้น และยังมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจอยากช่วยเหลือผู้อื่น มีแนวโน้มคะแนนที่มากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะด้านสมรรถภาพจิตใจ ที่บ่งบอกถึงการรับรู้ความสามารถของตนเองในการเผชิญปัญหา นับว่าเป็นทักษะสำคัญที่จะเกิดความมั่นใจ (Self-efficacy) นี้ได้ ต้องเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และข้ามผ่านการเผชิญปัญหาต่าง ๆ และไม่สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้จากการให้ความรู้หรือจดจำข้อมูลเพียงอย่างเดียว ซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการพัฒนา CAs ในโครงการนี้

ข้อสังเกตสำคัญจากข้อมูลนี้ คือ กลุ่ม CAs และกลุ่มคนทั่วไปในระยะท้ายโครงการมีคะแนนต่ำลง เมื่อเทียบกับระยะต้นโครงการ คือประเด็นด้านความรู้สึกที่ไม่ดี (ข้อ 4-6) เป็นไปได้ว่าช่วงระยะเวลาที่เก็บข้อมูลนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั่วโลกรวมถึงคนในพื้นที่เป้าหมายกำลังได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์ภาวะสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ส่งผลต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้คะแนนในข้อนี้ต่ำลงกว่าช่วงระยะต้นโครงการ ข้อมูลนี้สะท้อนกับแนวคิดเรื่องความสุขและสภาพจิตใจอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์รอบตัว ซึ่งกลายเป็นจุดเน้นย่ำของโครงการที่ต้องการให้กลุ่มเป้าหมายรับมือและเผชิญหน้าอารมณ์สุขและทุกข์ได้ พร้อมจัดการสภาวะภายในจิตใจของตนเอง แม้สถานการณ์ที่เผชิญอยู่จะยากลำบากก็ตาม

สำหรับปัจจัยสนับสนุนของครอบครัว (ข้อ 13-15) คะแนนในกลุ่ม CAs ช่วงระยะท้ายโครงการก็สูงกว่ากลุ่มคนทั่วไปเช่นกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าโครงการไม่ได้มุ่งเน้นส่งเสริมปัจจัยสนับสนุนครอบครัว แต่เมื่อให้ความสำคัญต่อ “การมองเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์” น่าจะส่งผลให้คะแนนในด้านนี้ของกลุ่ม CAs สูงขึ้น ข้อมูลนี้สอดคล้องกับคำบอกเล่าของ CAs หลายคน ในทำนองเดียวกันว่า “สุขเป็น” สามารถที่จะประยุกต์ใช้ในครอบครัวได้อย่างดี เช่น “ผมอยากเอาเรื่องนี้แหละไปใช้ไปจัดกิจกรรมให้ครอบครัวเค้ารักกัน เค้าไม่ว่ากัน ให้เค้าบอกรักกันบ้าง ไม่ใช่ให้แต่เงินลูกอย่างเดียว แต่ต้องให้ความรัก ให้เวลา พูดดีๆ กับลูกบ้าง ผมจะเอาเรื่องรับฟังและใจเย็นกับลูกนี่แหละไปใช้ ไม่ใช่เหนื่อยมาจากทำงานก็ไม่สนใจลูกเลย (CA, ชาย, active citizen, นครศรีธรรมราช)” หรือ “พี่ก็เปลี่ยนไปนะ เมื่อก่อนกลับบ้านไป สามีก็กินเหล้า เราก็หงุดหงิด ทะเลาะกัน ด่ากันอย่างเดียว ลูกก็ไม่มีความสุขเลย เห็นแต่แม่ด่าพ่อ พ่อกินเหล้า แต่พอเราเปลี่ยน คราวนี้เราไม่ด่าแล้ว อยากกินก็ปล่อยกินไป กลับบ้านมาเราก็เลิกด่า อยู่กับลุกให้มีความสุข กลายเป็นว่าผัวเราเลิกกินเหล้าไปเอง มันบอกว่าเราแปลก ๆ ไป มันไม่กินเหล้าก็ได้ มันก็กลับบ้านเร็วขึ้น แต่ที่สำคัญลูกเราบอกเลยว่าแม่แบบนี้น่ารัก ชอบที่แม่เป็นแบบนี้ (CA, หญิง, อสม., เชียงใหม่,)”

ในภาพรวมเมื่อเปรียบเทียบระดับความสุขในกลุ่ม CAs และกลุ่มคนทั่วไปในระยะท้ายโครงการ พบว่าสัดส่วนของคนที่มีความสุขในระดับต่าง ๆ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่ม CAs มีสัดส่วนของคนที่มีความสุขระดับสูงกว่าคนทั่วไป (ร้อยละ 53.3) มากกว่าสัดส่วนในกลุ่มคนทั่วไป (ร้อยละ 40.0) นั่นเอง ดังตารางที่ 7

ตารางที่ 7 การเปรียบเทียบสัดส่วนระดับความสุข (THI-15) ระหว่างกลุ่ม CAs (n=503) และ กลุ่มคนทั่วไป (n=90)

ผลลัพธ์ต่อสุขภาพจิตระดับกลุ่ม CAs n% (n=503)กลุ่มคนทั่วไป n% (n=90)Chi-squarec P-value
ระดับ ความสุขต่ำกว่าคนทั่วไป47 (9.3%)18 (20.0%)10.674c 0.005*
ระดับ ความสุขเท่ากับคนทั่วไป188 (37.4%)36 (40.0%)10.674c 0.005*
ระดับ ความสุขสูงกว่าคนทั่วไป268 (53.3%)36 (40.0%)10.674c 0.005*

cสถิติทดสอบ Pearson Chi square

*มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนับสำคัญ 0.05

นอกจากนี้ ทีมประเมินยังพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 3 ตัวแปรได้แก่ ทักษะสร้างสุข สุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA และความสุข ผลการวิเคราะห์ทางสถิติคะแนนจากคนทั้ง 593 คน พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสามตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เป็นความสัมพันธ์เชิงบวกที่ระดับความสัมพันธ์ปานกลางค่อนข้างสูง (r=0.594-0.695) สะท้อนให้เห็นว่า การที่โครงการสุขเป็นพัฒนา CAs ให้มีทักษะสร้างสุข และสุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA มีความสัมพันธ์ต่อการเพิ่มระดับความสุขได้ ดังตารางที่ 8

ตารางที่ 8 การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างทักษะสร้างสุข สุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA และคะแนนความสุข *มีนัยสำคัญทางสถิติ ด้วยสถิติทดสอบ Pearson’s correlation ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05

ตัวแปรคะแนนความสุขคะแนนความสุขคะแนนสุขภาพจิตเชิงบวก ตามแนวคิด PERMAคะแนนสุขภาพจิตเชิงบวก ตามแนวคิด PERMA
ตัวแปรrp-valuerp-value
คะแนนรวมทักษะ0.604<0.0010.695<0.001
คะแนนสุขภาพจิตเชิงบวกตามแนวคิด PERMA0.596<0.001--

4.1.3 ผลลัพธ์ต่อสุขภาพในมิติทางกาย

1) ผลลัพธ์ในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (NCDs)

ข้อมูลการสัมภาษณ์ CAs หลายพื้นที่ พบว่า CAs ที่มีบทบาทเป็นบุคลากรสาธารณสุขโดยเฉพาะใน รพสต. และงานบริการปฐมภูมิ มักจะบูรณาการงานสุขเป็น เข้าไปกับงาน NCDs เช่น การให้ความรู้กับผู้ป่วย NCDs ที่ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จากคำบอกเล่าของ CAs เช่น “ผมคิดว่างานสุขเป็นมันเข้าไปทุกงานเลยนะ อย่าง 3อ2ส นี่ไง เรามีแต่บอกเค้าให้ไม่เครียดให้จัดการความเครียดด้วยวิธีนั้นวิธีนี้ แต่มันจัดการไม่ได้ไง ได้แต่บอก ได้แต่แนะนำ แต่พอมีสุขเป็นมา เออ...มันใช้ได้ มันจัดการความเครียดได้จริง ๆ แบบไม่ยาก ผมไปที่ไหน ผมก็แนะนำให้คนรู้จักสุขเป็น ทุกโครงการเกี่ยวกับผู้ป่วยเบาหวานความดัน เราจะใส่สุขเป็นเข้าไป อย่าง 12Tips สุขเป็น แบบนี้ คือใช้ได้หมดเลย ตรงหมดเลยกับการดูแลผู้ป่วยเบาหวานความดัน มันง่าย ๆ (CA, ประจวบคีรีขันธ์, บุคลากรสาธารณสุข)” “เราคิดว่าเราเห็นช่องทางเลยนะ ว่าจะเอาไปใช้ยังไง งานใน รพสต.คือแทรกสุขเป็นเข้าไปได้หมดเลย ตอนคนไข้มารอรับยาคลินิคเบาหวานความดัน เราสามารถสอดแทรกให้คนไข้มีความสุข ผ่อนคลายได้ ได้คลายความเครียดจากการนั่งรอ และได้วิธีการดูแลตัวเองง่าย ๆ ไป ไม่ต้องยุ่งยากอะไร (CA, หญิง, สงขลา, บุคลากรสาธารณสุข)”

แม้ว่าตัวชี้วัดโครงการจะไม่ได้ระบุผลลัพธ์ด้านสุขภาพในมิติทางกายโดยตรง แต่ข้อมูลการดำเนินงานแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในมิติทางกาย ที่เห็นได้ชัดเจนคือในพื้นที่ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ที่สุขเป็นสามารถเชื่อมต่อกับระบบปฐมภูมิ พบว่า สุขเป็นส่งผลให้ “3 หมอ” (อสม.-หมอ 1, เจ้าหน้าที่สาธารณสุขใน รพสต. - หมอ 2 และแพทย์-พยาบาลในโรงพยาบาล - หมอ 3) ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่านความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง 3 หมอ ที่เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน รับฟังและเข้าอกเข้าใจ เมื่อ หมอ 1 มีสุขภาพจิตที่ดี ส่งผลให้เกิดพลังและจิตเมตตาในการดูแลผู้ป่วย สามารถติดตามเยี่ยมบ้านและประสานงานอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยในชุมชนเกิดความไว้วางใจที่จะบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตตลอดจนปัญหาต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการดูแลตัวเองในยามเจ็บป่วยด้วยโรค NCDs เมื่อ หมอ1 เรื่องราวปัญหาที่เป็นจริงจากผู้ป่วย ส่งต่อข้อมูลที่เป็นความจริงให้ หมอ 2 และ หมอ 3 ส่วนหมอ 2 และ หมอ 3 ต่างก็เป็นระบบเชื่อมต่อที่ไว้วางใจและตระหนักในคุณค่าของหมอ 1 จึงนำข้อมูลจากผู้ป่วยมาใช้ปรับวิธีการแนะนำให้ผู้ป่วยดูแลตนเองได้ดีขึ้น เมื่อมีการออกหน่วยเพื่อตรวจรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังในพื้นที่ชุมชน จะมีลักษณะเป็นการ “การออกหน่วยหรรษา” ที่ทำให้บรรยากาศในการอรับบริการมีความสุข ก่อนที่จะรับความรู้จาก หมอ 2 เพื่อไปดูแลตนเอง การบูรณาการงานสุขเป็นในงานปฐมภูมิสำหรับผู้ป่วย NCDs นี้ พบว่า ผู้ป่วยขาดยาน้อยลง ควบคุมโรคได้ดีขึ้น บางรายสามารถลดยาได้ และมีพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพตนเองได้ดีขึ้น นับว่าสุขเป็นช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดของทีมบุคลากรสาธารณสุข (หมอ2 และ หมอ3) ตลอดจน อสม. (หมอ1) ให้มองผู้ป่วยด้วย “จิตเมตตา” และ “รับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ” ทำให้ได้ข้อมูลแท้จริงถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ป่วยมากกว่าตัวโรคและผลการรักษา แล้วจึงชวนคิดใคร่ครวญถึง “คุณค่า” ของการมีสุขภาพดี สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้ป่วยมีทัศนคติที่ดีต่อการมาพบแพทย์ตามนัด การทำตามคำแนะนำของบุคลากรสาธารณสุข และยังเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ อสม. ในชุมชนของตนเองอีกด้วย นอกจากนี้ กระบวนการของสุขเป็นยังเชื่อมโยงมิติของความสัมพันธ์ระหว่าง หมอ1 หมอ2 และ หมอ3 ให้ทำงานร่วมกันด้วยความสัมพันธ์ที่ดี มองเห็นคุณค่าของกันและกัน การส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยในชุมชนจึงจริงแท้และมีเมตตา จึงทำให้ผลลัพธ์เกิดต่อผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างชัดเจนนั่นเอง ปัจจุบันมีผู้ป่วย NCDs ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ลดยา และหยุดยาได้อย่างต่อเนื่อง นับเป็นผลลัพธ์ที่ดีและสะท้อนอย่างชัดเจนว่า สุขภาพร่างกายและจิตใจต่างเชื่อมโยงกัน หากส่งเสริมสุขภาพด้วยแนวคิด PERMA น่าจะเป็นจุดคานงัดที่สำคัญอีกจุดหนึ่งในการดูแลผู้ป่วย NCDs ให้ควบคุมโรคของตนเองได้

2) ผลลัพธ์ในกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรัง

ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ CAs ในหลายพื้นที่ สะท้อนถึงผลหลังจากเข้าร่วมโครงการสุขเป็นที่ทำให้อยากกลับมาดูแลตนเองมากขึ้น กิจกรรมสุขเป็นช่วยให้เกิดการใคร่ครวญย้อนกลับมามองตนเองว่า “ทุกคนรักตัวเอง แต่ได้ดูแลตัวเองดีพอหรือยัง จะดีไหมถ้าใช้เวลาเล็กน้อยในแต่ละวันให้กลับมาดูแลตนเองบ้าง” โดยเฉพาะเครื่องมือ “12Tips สุขเป็น” จะถูกกล่าวถึงค่อนข้างมาก เช่น “ใน12 Tips น่ะ มันใช่หมดเลยนะ สิ่งที่เราต้องดูแลตัวเอง เราไม่เคยตั้งใจทำเลยด้วยซ้ำไป จะเริ่มตั้งใจตั้งแต่วันนี้แหละ จะลองไปทำให้ได้ วันนี้เอาแค่ลองนอนพักผ่อนให้เพียงพอก่อน (CA หญิง, สกลนคร, อปท.)” หรือ “คนนี้แหละ....(ชี้ที่เพื่อนข้าง ๆ)...คนนี้แหละเค้าเข้าร่วมสุขเป็นแล้วเค้าลดน้ำหนักได้เยอะมากเลย เค้าตั้งใจมากเลยนะ จากที่เค้าเคยอ้วน ๆ ตอนนี้เค้าลดมาได้ 7-8 โลแล้ว...”(CA หญิง, ลำปาง, อสม.)”

ในพื้นที่อาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีภารกิจในการบริการวิชาการเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals; SDGs) ที่มุ่งเน้นเป้าหมาย SDG3: Good health and well-being ได้นำเครื่องมือสุขเป็นไปออกแบบกิจกรรมในโครงการส่งเสริมกลุ่มเป้าหมายในชุมชนที่มีความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เช่น การลดน้ำหนัก การลดความดันโลหิต หรือการลดระดับน้ำตาลในเลือด เช่น “เส้นสุข-เส้นทุกข์” “12 Tips” “Self-care” “การหายใจแบบสี่เหลี่ยม” และพบว่าการนำกิจกรรมเหล่านี้ไปร่วมกับเนื้อหาการดูแลสุขภาพทางกาย ช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้กลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ชุมชนอยากดูแลตนเองมากขึ้น ไม่อยากป่วยในอนาคตเพื่อที่จะได้ดูแลและอยู่กับคนที่รักในครอบครัวไปนาน ๆ เช่น “เวลาเราคุยกับคนในชุมชน เราก็พยายามให้ความสำคัญกับเรื่องใจมาก ๆ เพราะปกติเวลากลุ่มเสี่ยงในชุมชนเค้าได้รับความรู้ไป เค้าไม่สามารถที่จะเอาความรู้ไปใช้ได้จริง เค้าตอบได้หมดนะ ว่า3อ2ส คืออะไร แต่เค้าไม่ได้อยากจะทำมันจริง ๆ แต่พอเราเอากิจกรรมสุขเป็นไปช่วย ให้เค้าเห็นเป้าหมายมากขึ้นว่าเค้าจะดูแลตัวเองไปทำไม เค้าจะดูแลคนที่เค้ารักไม่ได้ ถ้าเค้าป่วย คนที่รักเค้าก็จะต้องลำบาก แล้วใช้กิจกรรมหันกลับมาดูแลตัวเองง่าย ๆ เช่น การหายใจแบบสี่เหลี่ยม เค้าก็รู้สึกว่ามันง่าย หายใจเสร็จวัดความดัน มันลดลงจริง ๆ เลย เค้าก็ดีใจและอยากทำต่อไปอีกเรื่อย ๆ การลดความดันโลหิตในกลุ่มเสี่ยงได้ประมาณ 8 คน จาก 14 คน ส่วนกลุ่มลดน้ำหนักหรือน้ำตาลในเลือด ก็สามารถลดได้จริงในช่วง 3 เดือนนี่ประมาณ 18 คน จาก 38 คน ก็คือถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลย ดีกว่าที่ผ่านมาที่เค้าไม่สามารถดูแลตัวเองได้เลย ถือว่าเราได้ช่วยให้เค้าทำได้และเค้าจะได้เป็นต้นแบบให้คนอื่น ๆ ในชุมชนต่อไป (CA หญิง, สกลนคร, อาจารย์)”

ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนความเป็นไปได้ว่า การออกกำลังใจตามแนวคิด PERMA ผ่านโครงการสุขเป็นนี้ ช่วยสนับสนุนให้คนเกิดพลังใจในการดูแลสุขภาพกายของตนเอง ซึ่งเป็นจุดคานงัดที่สำคัญในการลดกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรังเช่นเดียวกัน และควรติดตามเก็บข้อมูลสถิติในเชิงปริมาณให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ในการขยายผลต่อไป

3) ผลลัพธ์ในผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด

4.2.1 ดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น (Community Mental Health Index; CMHI)

เพื่อให้เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์ว่า “สุขเป็นสามารถขับเคลื่อนผลักดันให้เกิดกลไกชุมชหลากหลายจนกลายเป็นระบบนิเวศของการส่งเสริมสุขภาพจิตจากต้นน้ำปลายน้ำ” ได้ชัดเจน ทีมประเมินผลภายในเล็งเห็นกลไกการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมสองพื้นที่โดดเด่น จึงประเมินผลลัพธ์สุขภาพจิตในระดับ=6,=o

1) พื้นที่โครงการสุขเป็น

ตำบลโปงทุ่ง จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่เดิม และ ตำบลป่าตัน จ.ลำปาง เป็นพื้นที่ใหม่ ทั้งสองพื้นที่เป็นพื้นที่ที่มี CAs อยู่ในชุมชน และบริบท ต.โปงทุ่ง เป็นพื้นที่ที่ประชากรเกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ลักษณะพื้นฐานของประชากรจะพูดคุยกันเรื่องอารมณ์ความรู้สึกน้อยมาก ไม่ค่อยสื่อสารเชิงบวก และมักจะต้องเก็บความรู้สึกไม่แสดงออกหรือระบายความสุขความทุกข์ระหว่างกัน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาเรื่องอัตราการฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับต้นของ จ.เชียงใหม่ และระดับประเทศ การทำงานสุขเป็นที่นี่เป็นพื้นที่ที่ทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 นับเป็นพื้นที่เริ่มต้นของโครงการตั้งแต่ระยะที่ 1 และเป็นพื้นที่ทำงานต่อเนื่องเห็นผลลัพธ์ที่ลดอัตราการฆ่าตัวตายในพื้นที่ได้จริง ทีมโครงการจึงชวนทำงานที่ส่งเสริมสุขภาพจิตในมิติที่ลุ่มลึกมากขึ้น ด้วยการชักชวน CAs ที่เป็น อสม. ไปช่วยกันดูแลเป็น “เพื่อนคู่คิด” ให้แก่คนในชุมชน อสม.1 คน ดูแล 10 บ้าน และมี CAs ที่เป็นบุคลากร รพสต. เป็นพี่เลี้ยงดูแล และหากพบปัญหามากเกินกว่าจะใช้เรื่องการรับฟังกันเอง ก็จะส่งไปที่ รพ. ดูแลรักษาต่อไปซึ่งมี CAs เป็นพยาบาลจิตเวชประจำ รพ. เช่นกัน นับว่าที่ ต.โปงทุ่ง เป็นพื้นที่เริ่มต้นของการทำงานสุขภาพจิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ในขณะที่บริบท ต.ป่าตัน จ. ลำปาง เป็นพื้นที่ที่เน้นเรื่องการทำงานของทีม 3 หมอ ตามแนวคิดสำคัญของ “ระบบปฐมภูมิ” ซึ่งทำให้ที่นี่ให้ความสำคัญกับ หมอ 1 หมอ 2 และ หมอ 3 และมองว่า หมอ 1 คือคนที่ใกล้ชิดชุมชน เข้าถึงและเข้าใจคนในชุมชนดีที่สุด ให้คุณค่าต่อการที่ “ประชาชนเป็นเจ้าของสุขภาพ” จึงนำสุขเป็นเข้าไปใช้ในการดูแลด้วยหัวใจตั้งแต่ชุมชนที่ต้นน้ำจนถึงงานปลายน้ำใน ขับเคลื่อนที่มสามหมอที่มีหัวใจ จึงทำให้บรรยากาศการทำงานปฐมภูมิที่เชิงรุกในชุมชนมีความสนุกสนาน ผ่อนคลาย มีจิตเมตตาต่อกัน

ผลการประเมินดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่นในสองพื้นที่โครงการที่เป็นต้นแบบสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกชุมชนทุกระดับเพื่อสร้าง Ecosystem ในการดูแลสุขภาพจิต ดังตารางที่ 9 และ 10

ตารางที่ 9 คะแนนดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่นเปรียบเทียบพื้นที่ดำเนินการสุขเป็น ได้แก่ ตำบลโปงทุ่งและ ตำบลป่าตัน และตำบลพื้นที่เปรียบเทียบ

พื้นที่คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)
พื้นที่สุขภาพจิตชุมชนภาพรวมด้านที่ 1 ทุนทางสังคมด้านที่ 2 สิ่งแวดล้อมในชุมชนด้านที่ 3 ลักษณะทางสังคมประชากร ของชุมชนด้านที่ 4 การดูแลสุขภาพจิตในชุมชน
ช่วงคะแนน0-1440-400-240-440-36
ต.โปงทุ่ง จ.เชียงใหม่ n=45100.80 ค่อนข้างสูง28.55 ค่อนข้างสูง16.42 ปานกลาง29.35 ปานกลาง26.47 ค่อนข้างสูง
ต.ป่าตัน จ.ลำปาง103.81 ค่อนข้างสูง30.07 ค่อนข้างสูง18.25 ค่อนข้างสูง29.27 ปานกลาง26.23 ค่อนข้างสูง
พื้นที่เปรียบเทียบ จ.ลำพูน n=4584.49 ค่อนข้างต่ำ24.46 ปานกลาง13.54 ค่อนข้างต่ำ25.11 ค่อนข้างต่ำ21.37 ปานกลาง

หมายเหตุ: พื้นที่เปรียบเทียบ คือ พื้นที่ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการสุขเป็นมีบริบทเทียบเคียงกันจากความเป็นชุมชนชาติพันธุ์และสถิติการฆ่าตัวตาย

ตารางที่ 10 คะแนนเฉลี่ยรายข้อของดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่นเปรียบเทียบพื้นที่ดำเนินการสุขเป็น ได้แก่ ตำบลโปงทุ่ง ตำบลป่าตัน และตำบลพื้นที่เปรียบเทียบ

ข้อคำถามต.โปงทุ่ง จ.เชียงใหม่ต.ป่าตัน จ.ลำปางตำบลพื้นที่เปรียบเทียบ จ.ลำพูน
ทุนทางสังคม (Social capital)
1. ชุมชนมีการรับฟัง ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือทางด้านอารมณ์ ความรู้สึกแก่ประชาชนในชุมชน2.78*2.93*2.37
2. ชุมชนให้การยอมรับ หรือให้โอกาสประชาชนได้ใช้ ศักยภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน2.87*3.09*2.54
3. ชุมชนมีการให้ข้อมูลแหล่งช่วยเหลือที่มีในชุมชน2.823.07*2.49
4. ชุมชนช่วยเหลือเงินหรือสิ่งของที่จำเป็นแก่ประชาชนเมื่อ ต้องการความช่วยเหลือ2.53*2.77*2.06
5. ชุมชนมีการให้คำปรึกษา กำลังใจ ช่วยเหลือเวลาที่ประสบ กับปัญหา2.87*2.95*2.43
6. ชุมชนมีกลุ่ม/เครือข่ายที่ร่วมกันช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตประชาชน2.82*2.82*2.14
7. ชุมชนเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน ได้ตามที่ต้องการ2.823.16*2.46
8. หากเกิดปัญหาหรือเหตุการณ์วิกฤตขึ้น ประชาชนใน ชุมชนจะรวมตัวกันเพื่อดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน3.09*3.07*2.57
9. ท่านรู้สึกได้รับการยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน2.98*3.14*2.71
10. ชุมชนให้ความสำคัญกับทุกคนในชุมชน2.98*3.07*2.69
สิ่งแวดล้อมในชุมชน (Environment)
11. ท่านมีโอกาสใช้พื้นที่สีเขียว/พื้นที่สาธารณะในชุมชนเพื่อ พักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกัน2.442.95*2.34
12. ความสะดวกในการเดินทางไปพักผ่อนหรือทำกิจกรรมใน พื้นที่สีเขียว/พื้นที่สาธารณะในชุมชน2.492.93*2.11
13. เมื่อท่านเดินอยู่ในชุมชน ท่านจะรู้สึกปลอดภัยอยู่เสมอ3.07*3.18*2.51
14. ท่านคิดว่าแผนหรือแนวทางที่ชุมชนมีสามารถรับมือกับ ปัญหาความรุนแรง/อาชญากรรม/ปัญหาทางด้านมลพิษ ได้2.60*2.89*2.00
15. เมื่อเกิดปัญหาหรือเหตุการณ์วิกฤตในชุมชน (เช่น ภัยธรรมชาติ ความรุนแรง ฯลฯ) ท่านคิดว่าชุมชน สามารถจัดการและปรับตัวได้2.91*3.09*2.23
16. ชุมชนของท่านมีสาธารณูปโภค (เช่น ไฟฟ้า ประปา ขนส่งมวลชน ฯลฯ) ที่เพียงพอต่อการ ดำเนินชีวิตประจำวัน2.91*3.20*2.34
ลักษณะทางสังคมประชากรของชุมชน (Sociodemographic)
17. ท่านรู้สึกว่าคนในชุมชนของท่านมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต2.18*2.45*1.77
18. ท่านมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต2.182.43*2.09
19. สมาชิกในครอบครัวของท่านมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน3.15*3.23*2.89
20. สมาชิกในครอบครัวของท่านมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน3.36*3.25*2.86
21. สมาชิกในครอบครัวของท่านมีความรู้สึกห่วงใยและ ไว้วางใจกัน3.30*3.34*2.80
a22 ท่านเห็นว่ามีคนบางกลุ่มถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรม บางอย่างในชุมชน2.29 Non sig2.48 Non sig2.51
a23. ส่วนใหญ่เมื่อคนในชุมชนมีปัญหาด้านสุขภาพจิตจะเลือก หลีกหนีออกจากสังคมและรอให้อาการป่วยหายเอง2.47 Non sig2.30 Non sig2.03
a24. ท่านเคยได้ยินคนในชุมชนเรียกผู้ป่วยจิตเวชหรือคนที่มี ปัญหาสุขภาพจิตว่าเป็นคนบ้า2.55*2.23*1.69
a25. คนในชุมชนเชื่อว่าผู้ป่วยจิตเวชหรือคนที่มีปัญหา สุขภาพจิตไม่สามารถป้องกันหรือรักษาได้2.67 Non sig2.11 Non sig1.97
a26. ท่านเคยเห็นผู้ป่วยจิตเวชหรือคนในครอบครัวที่มีผู้ป่วย ถูกกีดกันไม่ให้ทำกิจกรรมร่วมกับคนในชุมชน2.13*2.68 Non sig2.31
a27. ท่านเคยเห็นผู้ป่วยจิตเวชถูกปฏิเสธความช่วยเหลือจากคน ในชุมชน2.15*2.77*2.20
การดูแลสุขภาพจิตในชุมชน (Community Mental Health care)
28. ชุมชนของท่านมีการส่งเสริมความรู้เรื่องการดูแล สุขภาพจิตของตนเองให้กับประชาชน2.91*2.84*2.34
29. ชุมชนของท่านมีการส่งเสริมสุขภาพจิตให้กับเด็กใน โรงเรียน2.66*2.68 Non sig2.26
30. ชุมชนของท่านมีการส่งเสริมทักษะในการเลี้ยงดูบุตรให้กับ พ่อแม่ผู้ปกครอง2.78 Non sig3.07*2.49
31. ชุมชนของท่านมีกิจกรรมเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการคิด ทำร้ายตนเอง2.93*2.75*2.11
32. ชุมชนของท่านมีการคัดกรองปัญหาสุขภาพจิตของคนใน ชุมชน3.18*2.84*2.43
33. คนในชุมชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ง่าย3.04*3.00*2.34
34. หากท่านต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตท่านรู้ว่า จะขอรับการช่วยเหลือได้จากที่ใด2.96*2.98*2.34
35. ท่านพึงพอใจต่อการดูแลสุขภาพจิตซึ่งกันและกันของคนในชุมชน2.89*3.00*2.49
36. ท่านพึงพอใจต่อบริการสุขภาพจิตในหน่วยบริการใน ชุมชนของท่าน3.11*3.07*2.57
คะแนนรวม100.80*103.81*84.49

ช่วงคะแนนเฉลี่ยรายข้อ 0-4 คะแนน

aข้อคำถามเชิงลบ (การวิเคราะห์คะแนนได้กลับค่าคะแนนเชิงลบแล้ว)*คะแนนมีความแตกต่างกับพื้นที่เปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ทดสอบด้วยสถิติ Independent t-test

สำหรับคะแนนรายข้อของดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น (CMHI) พบว่า มีหลายข้อที่ในตำบลพื้นที่โครงการมีคะแนนสูงกว่าพื้นที่เปรียบเทียบ โดยเฉพาะข้อที่เป็นประเด็นทุนทางสังคม และ ในพื้นที่โครงการมีคะแนนค่อนข้างสูง (ประมาณ 3 คะแนน) และแตกต่างจากพื้นที่เปรียบเทียบอย่างมีนับสำคัญทางสถิติ ได้แก่ หากเกิดปัญหาหรือเหตุการณ์วิกฤตขึ้น ประชาชนใน ชุมชนจะรวมตัวกันเพื่อดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ท่านรู้สึกได้รับการยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ชุมชนให้ความสำคัญกับทุกคนในชุมชน ลักษณะสังคมประชากรที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว สมาชิกในครอบครัวของท่านมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันสมาชิกในครอบครัวของท่านมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันสมาชิกในครอบครัวของท่านมีความรู้สึกห่วงใยและ ไว้วางใจกันด้านการดูแลสุขภาพจิตชุมชน ชุมชนของท่านมีการคัดกรองปัญหาสุขภาพจิตของคนใน ชุมชนคนในชุมชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ง่ายหากท่านต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตท่านรู้ว่า จะขอรับการช่วยเหลือได้จากที่ใด

ข้อมูลจากตารางที่ 10 พบว่า พื้นที่โครงการเฉลี่ยรายข้อสูงกว่าพื้นที่เปรียบเทียบ อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบคะแนนของพื้นที่โครงการและพื้นที่เปรียบเทียบนี้ เป็นการเปรียบเทียบข้อมูล ณ ช่วงเวลาระยะท้ายโครงการ จึงเป็นข้อจำกัดในการอธิบายผลที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนว่าเกิดจากโครงการมากน้อยเพียงใด

ข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ ข้อคำถามสามข้อที่พื้นที่โครงการมีคะแนนน้อยกว่าพื้นที่เปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญ และแตกต่างไปจากความคาดหวังที่โครงการคาดไว้ คือ ประเด็นด้านการดูแลสุขภาพจิตในชุมชน ได้แก่ การเคยเห็นผู้ป่วยจิตเวชหรือคนในครอบครัวที่มีผู้ป่วย ถูกกีดกันไม่ให้ทำกิจกรรมร่วมกับคนในชุมชน การเคยเห็นผู้ป่วยจิตเวชถูกปฏิเสธความช่วยเหลือจากคน ในชุมชน การมีคนบางกลุ่มถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมบางอย่างในชุมชน เป็นไปได้ว่าโครงการสุขเป็นเน้นการทำงานส่งเสริมป้องกัน และมองผู้อื่นด้วยความเมตตาและเข้าอกเข้าใจมากขึ้น สะท้อนถึง การส่งเสริมสุขภาพจิตที่งานต้นน้ำเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอให้ผู้คนในชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางได้เข้าถึงการดูแลสุขภาพจิตได้อย่างยั่งยืน เป็นความท้าทายในอนาคตที่จะต้องทำงานในประเด็นนี้ต่อไป

ประเด็นรายข้อ พบว่าข้อมูลทางสถิติ สะท้อนความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าโครงการจะไม่ได้ไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการผลักดันเรื่องนี้โดยตรง ได้แก่ เรื่อง คนในชุมชนมีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต และการที่ชุมชนมีสาธารณูปโภค (เช่น ไฟฟ้า ประปา ขนส่งมวลชน ฯลฯ) ที่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมประเมินผลสนทนากลุ่มกับคนในชุมชนโดยตรง พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ผลการเปลี่ยนแปลงทัศนคตที่มีต่อผู้ป่วยจิตเวช มีความเข้าอกเข้าใจมากขึ้น ทำให้เกิดความเมตตาต่อวิถีการดำรงชีวิตของผู้ป่วยด้วย กลายเป็นคนในชุมชนช่วยเหลือเรื่องรายได้แก่ผู้ป่วย เช่น “เราช่วยกันมีธนาคารเวลา รวบรวมมา หารายได้รวมเข้าเงินกองนี้ เวลาเราไปเยี่ยมบ้านอะไร เราก็จะมีของไปให้เค้าพวกสิ่งของ แพมเพิส ที่เค้าจำเป็นเราก็เอาไปให้ กลายเป็นว่าต่อมา คนในชุมชนเห็นว่ากลุ่มของเรานี้ทำจริงนะ เค้าก็เริ่มหาของหาเงินมาช่วยเข้ากองทุนนี้ไปเรื่อยๆ เราก็มีเงินมาช่วยต่อไป” (CA, ชาย, อสม., ป่าตัน)

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินโครงการในอนาคต ทีมประเมินผลจะต้องวางแผนการเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ในประเด็นชุมชนให้ชัดเจนมากขึ้นเพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการจริง ด้วยการวัด Baseline และ Endline และหากเป็นไปได้อาจจะวัดการเปลี่ยนแปลงระหว่างทางด้วยเครื่องมือตัวชี้วัดเดียวกันด้วย จะทำให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนมากขึ้น และสะท้อนผลได้จริงจากทุกกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากโครงการ ในโครงการระยะที่ 2 นี้ ทำได้ยาก เรื่องการวัด baseline เพราะไม่สามารถกำหนดได้ก่อนล่วงหน้าว่าชุมชนใด จะเป็นชุมชนที่เกิดผลลัพธ์ในระดับ Ecosystem ได้

2) ข้อมูลจาก รายงานผลการดำเนินงาน “โครงการขยายผลการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตลอดช่วงชีวิต ในชุมชน เขตสุขภาพที่ 10” เป็นโครงการที่บูรณาการกิจกรรมสุขเป็นเข้าไปในกระบวนการโครงการที่ส่งเสริมสุขภาพจิตชุมชน เช่น แกนนำกิจกรรมสร้างสุข การทำกิจกรรมที่สนุกสนานผ่อนคลาย การ check-in อารมณ์ (ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข, 2569) โครงการสุขเป็นนับเป็นภาคีสำคัญในเวทีประเมินดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น และร่วมจัดทำแผนพัฒนาสุขภาพจิตชุมชน ตลอดจนแลกเปลี่ยนกิจกรรมสร้างสุขในชุมชนผ่านเครื่องมือและกิจกรรมสุขป็น ที่ชุมชนได้ประยุกต์บางกิจกรรมไปใช้ ข้อมูลการวัด CMHI ดังตารางที่ 11

ตารางที่ 11 ค่าดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น (Community Mental Health Index; CMHI) พื้นที่ “โครงการขยายผลการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตลอดช่วงชีวิต ในชุมชน เขตสุขภาพที่ 10” ปีงบประมาณ 2569

พื้นที่คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)
พื้นที่สุขภาพจิตชุมชนภาพรวมด้านที่ 1 ทุนทางสังคมด้านที่ 2 สิ่งแวดล้อมในชุมชนด้านที่ 3 ลักษณะทางสังคมประชากร ของชุมชนด้านที่ 4 การดูแลสุขภาพจิตในชุมชน
ช่วงคะแนน0-1440-400-240-440-36
1ศรีไค ก่อนโครงการ (n=31)97.77 (ค่อนข้างสูง)28.97 (ค่อนข้างสูง)17.00 (ค่อนข้างสูง)26.32 (ค่อนข้างต่ำ)25.48 (ค่อนข้างสูง)
หลังโครงการ (n=50)96.9728.8216.8225.3825.88
2ดงบัง ก่อนโครงการ (n=21)100.05 (ค่อนข้างสูง)29.57 (ค่อนข้างสูง)18.05 (ค่อนข้างสูง)26.81 (ปานกลาง)25.62 (ค่อนข้างสูง)
หลังโครงการ (n=130)106.1730.21 (ค่อนข้างสูง)17.85 (ค่อนข้างสูง)30.98 (ค่อนข้างสูง)30.98 (ค่อนข้างสูง)

1ตำบลศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

2ตำบลดงบัง อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ

พื้นที่ทั้งสองตำบลนี้สองในสี่พื้นที่เป้าหมายที่ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานีเล็งเห็นศักยภาพและความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่นผ่านแนวคิด 4 ด้าน ได้แก่ 1) ทุนทางสังคม 2) สิ่งแวดล้อมในชุมชน 3) ลักษณะทางสังคมประชากรของชุมชน และ 4) การดูแลสุขภาพจิตในชุมชน แม้ว่าผลการดำเนินงานของโครงการยังไม่เห็นความแตกต่างของดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ อาจเพราะเป็นโครงการระยะสั้นยังไม่มีกิจกรรมต่อเนื่องในชุมชน แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า แนวติดสุขเป็นมีความสอดคล้องกับระบบการทำงานที่ช่วยเสริมเติมเต็มการขับเคลื่อนโครงการของศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 ซึ่งเป็นภาควิชาการได้ ข้อมูลการสัมภาษณ์นักวิชาการในศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 พบว่า ความยืดหยุ่นของโครงการสุขเป็นมีความเหมาะสมกับบริบทชุมชน กิจกรรมและเครื่องมือที่ใช้เข้าใจง่ายและสร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน และที่สำคัญคือ “เครื่องมือและวิธีการของสุขเป็น” ช่วยเชื่อมความเป็นวิชาการกับคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

ข้อค้นพบที่น่าสนใจของโครงการภายใต้ศุนย์สุขภาพจิตที่ 10 นี้ ภายใต้โครงการนี้ ยังสามารถขยายผลสุขเป็นไปสู่การสร้างแกนนำกิจกรรมสร้างสุขในชุมชน (อสม.และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข) ในศูนย์อพยพชายแดนช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ การสร้างพื้นคู่คิดให้กับคนในชุมชนในภาวะความไม่สงบในศูนย์อพยพ เกิดเป็นนวัตกรรมสังคมที่ช่วยเหลือดูแลผู้ประสบภัยที่เติมเต็มภารกิจเดิมของศูนย์สุขภาพจิต และบุคลากรสาธารณสุขที่เน้นการคัดกรองความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า แต่กระบวนการของแกนนำสุขภาพจิตที่เป็น CAs จากสุขเป็นไปช่วยเสริมสร้างบรรยากาศภายในศูนย์ให้มีความสดชื่นและกลายเป็นมองเห็นโอกาสให้คนในชุมชนได้แบ่งปันรอยยิ้มและสร้างเสียงหัวเราะไปด้วยกันท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก อสม.ท่านหนึ่ง เล่าว่า “กลายเป็นว่าชุมชนก็ถือโอกาสได้มานั่งคุยสารทุกข์สุขดิบกันไปเลย เพราะตอนอยู่ในบ้านต่างคนต่างทำงานกันไปไม่ได้คุยกัน พอมาอยู่ที่นี่ (ศูนย์อพยพ) เราก็เลยใช้เวลาคุยกัน ชวนกันออกกำลังกาย ทำกิจกรรมกับเด็กๆ ด้วยกัน ดีกว่ามานั่งเศร้าอยู่เฉยๆ” (CA, หญิง, อสม., ศรีสะเกษ)

3) พื้นที่สุขเป็นที่ทำในระดับชุมชน ท้องถิ่น และ รพสต.

ทีมประเมินผลภายในเล็งเห็นว่า มีบางพื้นที่โครงการที่ขับเคลื่อนใช้กิจกรรมสุขเป็นอย่างต่อเนื่องในชุมชน ผ่าน รพ.สต.และกลุ่ม Active citizen จึงประเมิน CMHI เพื่อดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพจิตในระดับชุมชน พบผลดังตารางที่ 12

ตารางที่ 12 พื้นที่ 4 ค่าดัชนีชุมชนขยายผลสุขเป็นด้วยกลไกชุมชน ในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลางตอนล่าง 3 พื้นที่ เทียบกับค่าเฉลี่ยระดับประเทศ

พื้นที่คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)คะแนนเฉลี่ย (ระดับ)
พื้นที่สุขภาพจิตชุมชนภาพรวมด้านที่ 1 ทุนทางสังคมด้านที่ 2 สิ่งแวดล้อมในชุมชนด้านที่ 3 ลักษณะทางสังคมประชากร ของชุมชนด้านที่ 4 การดูแลสุขภาพจิตในชุมชน
ช่วงคะแนน0-1440-400-240-440-36
ชะอวด n=62102.56 ค่อนข้างสูง29.82 ค่อนข้างสูง17.74 ค่อนข้างสูง28.03 ปานกลาง26.97 ค่อนข้างสูง
ไชยราช n=2995.67 ปานกลาง27.37 ปานกลาง17.00 ค่อนข้างสูง26.17 ค่อนข้างต่ำ25.14 ค่อนข้างสูง
บ้านตูล n=12592.02 ปานกลาง26.30 ปานกลาง15.50 ปานกลาง26.95 ปานกลาง23.28 ปานกลาง
ภาพรวมประเทศ1 (n=665) (กรมสุขภาพจิต, 2567)87.10 ปานกลาง23.57 ปานกลาง14.69 ปานกลาง22.93 ต่ำ19.95 ค่อนข้างต่ำ

1รายงาน Community Mental Health Indexดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น กองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (2567) https://shorturl.asia/vrG3I

หมายเหตุ ตารางเกณฑ์คะแนน CMHI แต่ละด้าน

ภาพประกอบ

4.2.2 นวัตกรรมสุขเป็น ผลลัพธ์ในระดับชุมชนที่ประการหนึ่งที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ พบว่า การขับเคลื่อนสุขเป็นผ่านกลไกชุมชน ช่วยสนับสนุนให้เกิด เครื่องมือ/กิจกรรม/วิธีการทำงานเชิงรุก ที่จะทำให้สุขเป็นสามารถขยายผลไปได้ตามบริบทชุมชนนั้น ๆ เอง เมื่อพิจารณากระบวนการจะพบว่า โครงการจะเน้นว่า “ไม่ยึดติดกับเครื่องมือ” และ “จะไม่เริ่มต้นชวนคนทำเป็น CAs ด้วยการเอาเครื่องมือที่มีอยู่มาตั้งต้น” แม้คนที่มาเข้าร่วมโครงการในช่วงแรก ๆ จะถามว่า “มีเครื่องมืออะไรให้เอามาใช้ได้บ้าง” ทีมโครงการจะเน้นว่า “ค่อยๆ เรียนรู้ไปก่อน” ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ใช่แบบทั่วไปที่คุ้นเคย แต่ภายหลังเมื่อ CAs เข้าร่วมโครงการจนเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในแล้ว ทีมโครงการจะเน้นให้เข้าใจเครื่องมือและนำไปปรับประยุกต์ใช้เองได้ ไม่ต้องยึดติดกับวิธีการ ให้ใช้เครื่องมือเป็นแค่แนวทางและให้ใช้อย่างเข้าใจ จึงเกิด “นวัตกรรมสังคม” เพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตตามบริบทของชุมชนเองขึ้นหลายอย่าง เช่น ซาเล้งสุขเป็น (นำกิจกรรมสุขเป็นง่าย ๆ เช่น เกมเศรษฐี ขอบคุณตัวเอง self-care ไปมใช้ตามตลาดนัด เพราะ CAs คิดว่ารอแต่คนในชุมชนมาหาน่าจะไม่มีใครมา เลยจัดรถซาเล้งไปตั้งตามตลาดที่คนเยอะ ๆ เลยดีกว่า ซึ่งได้รับความสนใจมาก) ออกหน่วยหรรษา (เป็นการนำกิจกรรมสุขเป็นสอดแรกเข้าไปกับกิจกรรมการออกหน่วยของ รพ. ที่ไปจ่ายยาให้กับผู้ป่วยในชุมชนแต่ละหมู่บ้าน ผู้ป่วยจะสนุกสนานและไม่รู้สึกว่าต้องรอนานจนน่าเบื่อแต่กลับทำให้การออกหน่วยมีความสนุกมีชีวิตชีว่าผ่านกิจกรรมสุขเป็น) สิ่งเหล่านี้ สะท้อนเป็นก่อร่าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการมีสุขภาพจิตที่ดีได้

4.3 ผลลัพธ์ระดับสังคม

สังคมมีการสื่อสารสุขเป็น หรือสื่อสารข้อความเกี่ยวกับ สุขภาพจิตเชิงบวกมากขึ้น

จำเป็นต้องมีการสนับสนุนและส่งเสริมการใช้งานให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมเป้าหมายมากขึ้น โดยทีมจะดำเนินการเก็บข้อมูลและติดตามการเข้าถึง รวมถึงการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายชุมชนการเรียนรู้นี้อย่างต่อเนื่อง

ข้อสังเกตของทีมประเมินผลภายในในช่วงระยะท้ายของโครงการ พบว่า “สุขเป็น” ได้สร้างความเชื่อมั่นและความคาดหวังของงานอื่น ๆ ที่เป็นประเด็นสุขภาพสำคัญของไทย เช่น งาน NCDs, งานเหล้า บุหรี่ ที่คิดว่างานนี้จะช่วยไปขยายผล ผสานพลังได้ในอนาคต

2) ตัวชี้วัดการสร้างแบรนด์ให้แพร่กระจายจากการเรียนรู้

พื้นที่และบนโลกออนไลน์ โดยใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เช่น

นอกจากนี้ ในระยะท้ายโครงการ สุขเป็นได้ร่วมเป็นกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตในระดับประเทศ เช่น Policy forum “สุขภาพใจ ดูแลด้วยชุมชน” (27 พฤษภาคม 2569) ที่รวบรวมคนทำงานด้านสุขภาพจากทุกภาคส่วนมาแลกเปลี่ยนกัน และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไป และในสื่อช่องทางต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสุขเป็น ที่เห็นผลลัพธ์ โดยเฉพาะที่ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง