3.1 กำลังคน
1) CAs ที่มีศักยภาพขับเคลื่อนงานต่อในชุมชน
จากกระบวนการพัฒนา CAs ด้วย “ชุดกิจกรรม 7+3+3+3” จนเกิด CAs หลากหลายรุ่น หลากหลายพื้นที่ ที่มีบทบาทและบริบทแตกต่างกัน ทั้ง 15 จังหวัด เมื่อ CAs ทำหน้าที่เป็นแกนนำส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชนตามวัตถุประสงค์ที่โครงการตั้งเป้าหมายไว้ โครงการจำแนกกลุ่มบทบาทของ CAs ที่ไปทำหน้าที่ตามกลไกชุมชนต่าง ๆ ไว้เบื้องต้น 3 บทบาท คือ กลุ่มเพื่อนคู่คิด (เป็นผู้รับฟัง คอยสอดส่องดูแลอารมณ์จิตใจของคนในชุมชนและพร้อมเป็นผู้รับฟังอย่างมีทักษะ มีความเข้าอกเข้าใจเมื่อมีคนในชุมชนมีความทุกข์) กลุ่มกระบวนกร (เป็นกระบวนกรจัดการเรียนรู้ จัดกิจกรรมสุขเป็นผ่านเครื่องมือสุขเป็นได้) และกลุ่มผู้นำขบวน (ทำหน้าที่จัดหา แสวงหาทรัพยากรต่าง ๆ ในเกิดการขับเคลื่อนกิจกรรมสุขเป็นในพื้นที่) ซึ่งจากการติดตามประเมินผลภายใน พบว่า CAs มีบทบาทการทำงานใน 3 กลุ่มนี้ได้จริง เช่น
CAs กลุ่มเพื่อนคู่คิด พบว่า แทบทุกคนที่เป็น CAs จะสามารถทำบทบาทนี้ได้เอง ไม่จำเป็นต้องมีหน้าที่หรือตำแหน่งงานใดๆ เลย ก็สามารถทำได้ และเกิดได้ทั้งกับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ CAs ที่เป็น อสม. จะทำบทบาทนี้ได้อย่างดี เพราะเป็นกลุ่มที่ใกล้ชิดและรับรู้เรื่องราวสารทุกข์สุขดิบของชาวบ้านในชุมชนตนเองอยู่แล้ว เช่น “เมื่อก่อนป้าก็รู้จักคนเยอะ มีคนมาคุยด้วยเยอะ แต่เราไม่ค่อยได้ฟังอะไรเค้านะ แต่พอเรามาเข้าสุขเป็น เหมือนเค้าก็รู้ว่าเราใจดีกับเค้า เค้าก็จะมาหาเรามาก มาเล่าความทุกข์ มาระบายให้เราฟัง เราก็ฟังไป รับฟังเค้า แต่ไม่ไปคอยบอกแล้วนะ ว่าอย่าคิดมาก เพราะมันเลิกคิดไม่ได้หรอก (CA, หญิง, อสม., อำนาจเจริญ)” และ “เมื่อก่อนเราไปเยี่ยมบ้าน เราก็ไปๆ ตามหน้าที่ เค้าให้เก็บ้อมูลอะไรเราก็ทำตามนั้น แต่พอเราได้รู้ว่าคนที่เราไปเยี่ยมบ้านเค้าก็ทุกข์นะ เรารับฟังเค้าได้ แม้จะช่วยอะไรไม่ได้ เราก็ฟัง บางทีเค้าก็ดีใจมากเลยที่มีคนฟังเค้า แม้เราจะเป็น อสม. มาใหม่นะ แต่เราก็ภูมิใจที่เราได้ดูแล เราไปหาทุกบ้านเลย แล้วมีคนบอกว่าแต่ละละบ้านจะไม่อยากต้อนรับนะ แต่เราไม่เจอเลย ทุกคนเค้าต้อนรับเรา เราก็ดีใจ (CA, หญิง, อสม., ประจวบคีรีขันธ์)”
CAs กลุ่มกระบวนกร จะเป็นกลุ่มที่มักจะมีบทบาทเป็นผู้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับสุขภาพจิต หรือการดูแลคุณภาพชีวิจเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน มีหลายตำแหน่งหน้าที่ เช่น บุคลากรสาธารณสุขใน รพ. หรือ รพสต. จะต้องจัดกิจกรรมต่าง ๆ ด้านสุขภาพให้คนในชุมชนเป็นภารกิจหลัก ก็จะนำกระบวนการและเครื่องมือสุขเป็นเข้าไปสอดแทรกในงาน กลุ่มเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบล มีบทบาทดูแลคนในชุมชนตั้งแต่เกิดจนตาย ก็นำเครื่องมือสุขเป็นไปใช้ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มชมรมผู้สูงอายุ และเยี่ยมบ้านผู้ป่วยและผู้เปราะบางในชุมชน กลุ่ม ศพค. ต่าง ๆ ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการดูแลครอบครัว โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน และกลุ่ม Active citizen ก็เป็นอีกกลุ่มที่นำไปใช้ เน้นประเด็นด้านการสื่อสารเชิงบวกในครอบครัว กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่โครงการจะพัฒนาศักยภาพในเรื่องของการใช้เครื่องมือสุขเป็น การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้มีความเข้าใจ สามารถเลือกใช้เครื่องมือต่าง ๆ ได้เหมาะสมมากขึ้น
CAs กลุ่มกระบวนกรนี้ จะพบว่า ทีมโครงการมีส่วนผลักดันสนับสนุนอย่างมาก ทั้งการจัด Workshop ซึ่งเหมาะกับคนที่มีประสบการณ์การเป็นกระบวนกรแล้ว แต่บางพื้นที่ CAs จะไม่มีประสบการณ์การเป็นกระบวนกรมาก่อนเลย โครงการจะเปิดโอกาสให้ค่อย ๆ มีทักษะได้ลองทำ และมีกระบวนการ AAR ทำให้ CAs ถูกยกระดับและมีความมั่นใจมากขึ้น เช่น ใน ศพค.ท่าทราย กลุ่ม CAs คือกลุ่มที่ไม่เคยจัดกิจกรรมเป็นกระบวนกรมาก่อนเลย แต่ผ่านการฝึกการทดลองทำ และมีทีม Coaching ทำให้สมาชิกกลุ่ม CAs ศพค.ท่าทราย แทบทุกคนสามารถเป็นกระบวนกรสุขเป็นได้ แต่ยังมีข้อจำกัดในเครื่องมือหรือกิจกรรมที่ตนเองถนัด แต่ละคนอาจจะถนัดแค่บางกิจกรรม หรือ พื้นที่ตำบลป่าตัน อ.แม่ทะ จ.ลำปาง มี อสม. ได้รับการ coaching จนสามารถเป็นกระบวนกรสุขเป็นได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ความลุ่มลึกของการจัดกิจกรรมยังมีความแตกต่างกันไปใน CAs แต่ละคน แต่กลุ่มที่เห็นได้ชัดคือ อสม. และ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ ต.ป่าตัน จะมีการพัฒนาการคิดแบบเติบโตที่ชัดเจน มีผู้นำขบวนที่ชวน AAR หลังการทำกิจกรรมและชวนออกแบบท้าทายให้พัฒนาตนเองอยู่อย่างต่อเนื่อง
กลุ่ม CAs ผู้นำขบวน พบว่าการเกิดกลไกขับเคลื่อนที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม โดย CAs ที่มีบทบาทเป็นผู้นำ มีตำแหน่งหรือบทบาทในจุดที่สำคัญต่อการตัดสินใจผลักดันงานต่าง ๆ ในภารกิจหน่วยงานหรือชุมชนนั้น หากคนนี้มาเป็นผู้นำขบวนเอง จะเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมมากกว่าในเชิงระบบที่ plug-in สุขเป็นเข้าไปในระบบการทำงาน เช่น เทศบาลตำบลหลักห้าที่ผู้นำขบวนอยู่ในตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลละหารที่ผู้นำขบวนอยู่ในตำแหน่ง หรือ ผอ.รพสต. ในพื้นที่ เช่น รพสต. เกาะแต้ว รพสต.บ้านชะอวด รพสต.บ้านโปงทุ่ง มากกว่าในพื้นที่ที่ CAs เป็นระดับปฏิบัติการ การขับเคลื่อนจนเชื่อมต่อกับระบบทำได้ยากกว่า (แต่ระดับปฏิบัติก็พบว่าสามารถขับเคลื่อนงานสุขเป็น จน Plug-inกับระดบบได้เช่นกัน เช่น วิทยาลัยเชียงราย) CAs กลุ่มนี้ มักจะเป็นกลุ่มที่ประสานงานใกล้ชิดกับทีมโครงการจน CAs บางคนสามารถเป็น “เพื่อนคู่คิดให้กับโครงการ” ได้อีกด้วย คือ เป็นผู้ที่สามารถสะท้อนการดำเนินงาน แนะนำ หรือ เสนอแนวทางการทำงานเพื่อปรับให้สอดคล้องกับบริบทจริงในชุมชน
การจำแนกกลุ่ม CAs เป็น 3 กลุ่มนี้ ทีมโครงการที่ลงพื้นที่แต่ละจังหวัดจะมีกระบวนการจำแนกที่แตกต่างกัน บางทีมจะมีการอธิบายและแนะนำให้ CAs ได้สำรวจตนเองว่าตนเองเหมาะกับการทำบทบาทอย่างไร เหมาะกับการเป็น CAs กลุ่มไหน แต่ทีมทำงานบางทีมจะไม่มีการสำรวจอย่างชัดเจน แต่ใช้วิธีปล่อยให้ CAs ได้ทดลองทำหน้าที่บทบาท CAs ไปตามธรรมชาติ และส่วนมาก CAs มักจะสะท้อนตนเองในภายหลังว่าตนเองสามารถมีบทบาทเป็นเพื่อนคู่คิดได้ แม้จะสามารถเป็นกระบวนกร และผู้นำขบวนได้ด้วย
Note: ข้อสังเกตจากทีมประเมินผลภายใน
- บทบาทของ CAs แต่ละกลุ่ม มีความต้องการการพัฒนาศักยภาพในประเด็นและรูปแบบที่แตกต่างกัน พบว่า กลุ่มผู้นำขบวนบางคน ทำได้เองโดยไม่จำเป็นต้อง Coaching และบางพื้นที่ก็ต้องมีการ coaching หรือมีเวทีวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพื้นที่อื่น ๆ เพื่อให้เห็นช่องทางขยายผลนำกิจกรรมไปใช้ในพื้นที่รับผิดชอบของตนเองได้ดีขึ้น
- CAs 1 คน อาจจะทำได้หลายบทบาท และแทบทุกคนสามารถเป็นเพื่อนคู่คิดได้ โดยธรรมชาติของโครงการที่ทำให้คนเกิดความเข้าอกเข้าใจ และกระบวนการบ่มเพาะทักษะการฟัง จึงทำให้ทักษะนี้ค่อนข้างจะอยู่ในเนื้อในตัวของ CAs ยิ่งเป็น CAs ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนา “ทักษะการฟังด้วยหัวใจ” ยิ่งสะท้อนว่าได้ประโยชน์มากในการนำไปใช้จริง
- เมื่อทำงานในพื้นที่จริงจะเห็นกลุ่มคนที่ร่วมขับเคลื่อนกลไกการทำงานสุขเป็นในพื้นที่
ที่ช่วยกันได้ดี สร้างทีมงานของตนเอง เป็น “ทีมทำงานสุขเป็น” ที่คนในพื้นที่จังหวัดนั้น เริ่มมองเห็นการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตที่แปลกใหม่และน่าสนใจ กลายเป็นคำพูดบอกต่อ (มักเกิดจากการทำงานกับเครือข่ายของ CAs ที่มีอยู่เดิม และการเผยแพร่กิจกรรมผ่าน Social media ของ CAs) และชักชวนไปขยายผลต่อ
- ระดับสมรรถนะของ CAs (CAs competency) สามารถแบ่งตามระดับ “การขับเคลื่อนสุขเป็นในชุมชน” ได้ 5 ระดับ
CAs competency 5 ระดับ ได้แก่
Level 1 - เป็น CAs ที่เปลี่ยนแปลงภายใน (Internalized) มีความรอบรู้สุขภาพจิต มี
พฤติกรรมดูแลจัดการอารมณ์ของตนเองที่เปลี่ยนแปลงไปในเชิงบวก
Level 2 - มีสมรรถนะตาม Level1 และสามารถบอกต่อแนะนำเรื่องการจัดการดูและ
อารมณ์จิตใจคนรอบ ๆ ตัวได้ มีทักษะการรับฟังผู้อื่น
Level 3 - มีสมรรถนะตาม Level 1-2 และสามารถนำสุขเป็นไปขยายผลผ่านกลไกชุมชนได้
Level 4 - มีสมรรถนะตาม Level 1-3 และชักชวนแนะนำขยายผลสุขเป็นไปสู่ชุมชนอื่น ๆ
หรือ กลไกอื่น
Level 5 - มีสมรรถนะตาม Level 1-4 และออกแบบการเรียนรู้ผ่านเครื่องมือสุขเป็นได้อย่างภายใต้ความเข้าใจแนวคิด PERMA และเลือกใช้เครื่องมือสุขเป็นตามทักษะที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
- ผลผลิตที่ได้สำคัญ คือ “CAs ที่มีศักยภาพ” ของโครงการ ซึ่งกลายเป็น “กำลังคน” ที่
สำคัญ สำหรับระยะขยายผลแบบก้าวกระโดดนี้ นับว่า กระบวนการพัฒนา CAs สร้าง CAs ที่ไปขับเคลื่อนงานตามกลไกชุมชนได้จริง เป็น Active CAs ที่ทำงานขับเคลื่อนกลไกได้จริง
2) “ทีมทำงานสุขเป็น”
CAs ในหลายพื้นที่สามารถรวมกลุ่มกันเพื่อเป็น “ทีมทำงานสุขเป็น” เป็นกลุ่มที่มีทักษะเป็นกระบวนกรและออกแบบกิจกรรมโดยนำแนวคิดสุขเป็นไปทำงานขยายผลกับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ และยังสามารถดัดแปลงหรือสร้างสื่อหรือคิดกิจกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานในกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มได้ด้วย ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากการสนับสนุนงบประมาณหรือเป็นข้อกำหนดจากโครงการให้ CAs ต้องทำ แต่ CAs ตระหนักและเห็นประโยชน์ของสุขเป็น จึงนำไปใช้อย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นทีมทำงานขึ้น เป็นการรวมตัวกระบวนกรที่หลากหลายภารกิจ เช่น กลุ่มคนสร้างยิ้ม จ.สกลนคร ที่เกิดจากการรวมตัวอิสระของ CAs ที่อยู่ในระบบการทำงานหน่วยงานต่าง ๆ และมีใจที่จะรวมตัวกันเพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพจิตให้กับคนในพื้นที่เป็นทีมทำงานสุขเป็นที่ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ได้ดีและมีใจที่อยากทำจริง, กลุ่มทีมทำงานของ ศพค.ท่าทราย จ.นนทบุรี เป็นกลุ่มที่พัฒนาตนเองจากที่ไม่มีความสามารถเรื่องการจัดกิจกรรมเลย จนสามารถแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบนำกิจกรรมสุขเป็นได้อย่างหลากหลาย และเริ่มเรียนรู้เรื่องของการออกแบบกระบวนการเรียนรู้, กลุ่มอาจารย์จอยใจ มรภ.สกลนคร ที่รวมตัวอาจารย์หลายคณะที่เป็น CAs สร้างกลุ่มกิจกรรมแบ่งปันแก่นักศึกษาและเพื่อนอาจารย์ที่สนใจ, กลุ่ม Young สุขเป็น ม.บูรพา ที่พัฒนาจากแกนนำนักศึกษาให้สามารถนำกิจกรรมสุขเป็นไปถ่ายทอดสู่เพื่อนนักศึกษาได้หลายคณะ, กลุ่มใจยิ้ม จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นทีมทำงานสุขเป็นที่อิสระไม่ขึ้นกับหน่วยงาน แต่สามารถนำกิจกรรมสุขเป็นไปเผยแพร่แก่คนในชุมชนได้หลากหลายและพยายามที่จะสอดแทรกเรื่องสุขเป็นเข้าไปผ่านกิจกรรมปกติในชุมชน, กลุ่ม อสม.ป่าตันสุขเป็น จ.ลำปาง ที่รวมตัวกันของ อสม. และสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้สุขเป็นร่วมกับการออกหน่วยของทีมสาธารณสุขในหมู่บ้าน แล้วพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเรื่อยมาจนกลายเป็นทีมที่ช่วยขยายผล สร้าง CAs ให้กับเพื่อน อสม. ในหมู่บ้านชุมชนใกล้เคียงได้ด้วย, กลุ่มเครือข่ายเพื่อนเด็กและเยาวชน จ.ลำปาง ที่มีทีมทำงานที่สนใจประเด็นสุขภาวะของเด็กและเยาวชนอยู่เดิม และสามารถนำสุขเป็นไปต่อยอดขยายผลในงานที่กลุ่มทำอยู่แล้ว เป็นต้น สิ่งนี้สะท้อนความยั่งยืนของโครงการที่หากโครงการสิ้นสุดแล้ว แนวคิดการส่งเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกจะยังคงมีความยั่งยืนในพื้นที่ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตของทีมประเมินผลภายใน พบว่า หากมีทีมทำงานสุขเป็นนี้ได้รับการพัฒนาศักยภาพต่อเนื่อง แม้โครงการจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่ยังมีกระบวนการเสริมพลังให้กับทีมทำงานร่วมกับเครือข่ายอื่น ๆ ก็จะยิ่งขยายผลได้มากขึ้น และทีมทำงานส่วนมากจะเน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ แต่ยังขาดทีมวิชาการ ทีมบันทึกและการถอดบทเรียน รวมถึงการติดตามประเมินผลลัพธ์ได้ด้วยตนเอง มักจะเป็นทีมทำงานที่เน้นการจัดกิจกรรมมากกว่า
3.2 กลไกชุมชนขับเคลื่อนงานสุขเป็น
- การเกิดกลไกชุมชนขับเคลื่อนสุขเป็นนี้ เริ่มเกิดขึ้นเมื่อแต่ละพื้นที่ผ่านระยะช่วงต้นโครงการคือ ช่วงที่มุ่งเน้นกระบวนการพัฒนา CAs แล้ว จะพบว่ากลไกชุมชนขับเคลื่อนงานสุขเป็นก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่อยเป็นค่อยไป การผลักดันสนับสนุนให้เกิดกลไกทีมโครงการใช้แนวทางการประชุม การพูดคุย ตลอดจนการโค้ชชิ่ง โดยโครงการไม่ระบุหรือกำหนดชัดเจนตายตัวว่า “กลไก” นี้ จะมีรูปแบบและวิธีการอย่างไร แต่เมื่อ CAs ได้ทดลองปรับใช้กับงานในภารกิจปกติของตนเอง รูปแบบของกลไกชุมชนขับเคลื่อนสุขเป็นก็ปรับเปลี่ยนและชัดเจนขึ้นตามลำดับ นับเป็นจุดเด่นของโครงการที่ไม่กำหนดกลไกการขับเคลื่อนที่ตายตัว นั่นส่งผลให้กลไกที่เกิดขึ้นมีความหลากหลายและครอบคลุมประชากรกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่มหลายประเด็น และครอบคลุมทุกพื้นที่ 15 จังหวัดที่ดำเนินโครงการ มีกลไกขับเคลื่อนงานสุขเป็นไปกับภารกิจปกติได้ สรุปกลไกหลักแบ่งเป็นกลุ่มตามภารกิจได้ ดังนี้
กลไกงานสาธารณสุข
- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ผ่านงานสุขภาพจิต งานโรคเรื้อรัง และสุขภาวะทางเพศ เช่น รพ.สต.บ้านชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช รพ.สต.เกาะแต้ว จังหวัดสงขลา
- โรงพยาบาลชุมชน/โรงพยาบาลทั่วไป โดยเฉพาะในงานปฐมภูมิ เช่น รพ.แม่ทะ จังหวัดลำปาง งานยาเสพติด เช่น รพ.บ้านแพ้วสาขาหลักห้า จังหวัดสมุทรสาคร
- สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ในกลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพ เช่น สสจ.ลำพูน
- หน่วยงานระดับนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี
กลไกท้องถิ่น-การเมืองการปกครอง
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบล เช่น ทต.ท่าแร่ ทต.นาแก้ว ทต.ละหาร ทต.หลักห้า ทต. อบต.ด่านม่วงคำ จ.เชียงราย
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเทศบาลนคร ผ่านกองการแพทย์ เช่น เทศบาลนครนนทบุรี เทศบาลนครเชียงราย
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด เช่น อบจ.ปัตตานี อบจ.สงขลา
- สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ได้แก่ พมจ.สกลนคร ผ่านงานศูนย์พัฒนาครอบครัว (ศพค.) งานอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) งาน ศพค. เช่น ศพค.ท่าทราย จ.นนทบุรี และสามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่ทำงานโครงการอื่นของ p2H ได้อีกด้วยคือ ศพค.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช
- กลไกระดับอำเภอ ได้แก่ พชอ.เวียงชัย จ.เชียงราย มีการผลักดันโครงการกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตต่าง ๆ ในรูปแบบ พชอ. ที่นำสุขเป็นไปสอดแทรกเชื่อมโยงหลากหลายมิติ
กลไกการศึกษา
- สถาบันอุดมศึกษา เช่น งานกองกิจการนักศึกษา ม.บูรพา จ.ชลบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย จ.เชียงราย หลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ มรภ.สกลนคร
- โรงเรียน เช่น โรงเรียนในสังกัด อบจ.สงขลา
- โรงเรียนนอกระบบ เช่น สกร.อ่างทอง
กลไกชุมชนอื่น ๆ
- หน่วยงานทางศาสนา เช่น วัด หรือกลุ่มจิตอาสาธรรมะ ตำบลหลักห้า จังหวัดสมุทรสาคร
- ภาคประชาสังคม ใจยิ้ม อบต.เขาล้าน จ.ประจวบคีรีขันธ์ (กลุ่ม Active citizen)
- กลุ่มเพื่อนเด็กและเยาวชนลำปาง
- กลุ่มผู้สูงอายุ / ชมรมผู้สูงอายุ / แกนนำออกกำลังกายในชุมชน
- อสม. ตำบลโปงทุง อ.ดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่
- กลุ่มตะลุ่มตุ่มโป๊ะ จ.สงขลา
- กลไกเกิดขึ้นในภารกิจที่หลากหลาย ในขณะเดียวกันก็เกิดขึ้นหลายระดับการทำงานทั้งระดับภาค ระดับนโยบาย ระดับจังหวัด ระดับตำบล ระดับชุมชนหรือหน่วยงาน การที่ภาคส่วนต่าง ๆ นำแนวคิด “สุขเป็น” ไปปรับใช้ในบริบทของตนเอง แสดงให้เห็นว่า แนวคิดสุขภาพจิตเชิงบวกแบบแก้ปัญหาที่ต้นน้ำมีศักยภาพในการ “เสริมพลัง” และ “เติมเต็ม” ภารกิจที่ดำเนินอยู่เดิมของแต่ละหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นงานป้องกัน รักษา หรือฟื้นฟู จะเห็นได้ว่า หน่วยงานที่รับสุขเป็นไปขับเคลื่อนต่อมีหลากหลายบริบทและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการจำนวนมาก และสะท้อนความจำเป็นของการทำงานสุขภาพจิตที่ “ต้นน้ำ” น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ภาคส่วนต่าง ๆ เล็งเห็นโอกาสความเป็นไปได้ว่าสามารถช่วยเติมเต็มและสนับสนุนการทำงานของตนเองให้ดีขึ้นได้
ข้อสังเกตของทีมประเมินผลภายใน พบว่า จุดสำคัญที่ทำให้งานสุขเป็นขับเคลื่อนไปได้ผ่านกลไกชุมชนเป็นไปตามแนวคิดหลักของโครงการ ภายใต้การผลักดันกลไกนี้ โครงการสร้างจุดแข็งไว้คือ CAs ที่เป็นกำลังคนในพื้นที่ เป็นแกนนำที่เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน ภายใต้กรอบแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพของ V-shape ที่เสริมสร้างให้แกนนำเปลี่ยนแปลงภายในและมีทักษะ “บอกต่ออย่างมีพลัง” บอกเล่าเรื่องราวสะท้อนผ่านประสบการณ์ตรงของตนเองไปปรับใช้ในชีวิตจริงจนเห็นผลดี และเสริมพลังให้ CAs เหล่านี้ เกิดการจุดประกายว่า “สุขเป็น” สามารถขยายต่อไปยังคนอื่น ๆ รอบตัวเราได้อย่างไร การตั้งประเด็นชวนคิดต่อนี้ นับว่า “ทรงพลัง” เพราะทำให้ CAs เริ่มมองหาช่องทางต่างๆ ที่จะขยายผลภายใต้เงื่อนไขการทำงานของตนเอง นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนกลไกการดำเนินงานบางส่วนผ่านการชวนคิดช่วยคุย แลกเปลี่ยนระหว่างพื้นที่เพื่อให้เห็นช่องทางโอกาสใหม่ ๆ ในการทำงานมากยิ่งขึ้น รวมถึงโครงการเน้นกระบวนการทำงานแบบ “มีส่วนร่วม” มีเจ้าภาพหลักเป็นคนในพื้นที่เอง โดยโครงการไม่ได้กำหนดแนวทางที่ตายตัว แต่ให้อิสระต่อ CAs ในการมองเห็นช่องทางขับเคลื่อนกลไกของตนเองผ่านการประชุม พูดคุย ชวนคิด ทำให้แนวคิด “สุขเป็น” ขยายผลผ่านกลไกชุมชนที่มีอยู่แล้วได้อย่างเป็นธรรมชาติ และคนทำงานต่างเห็นพ้องไปในทางเดียวกันว่า “สุขเป็น” ไม่ได้มาเพิ่มภาระงานให้มากขึ้น แต่เป็นสิ่งที่มาช่วยให้งานอื่น ๆ ที่ทำอยู่ทำได้ดีขึ้น เพราะสามารถไปสอดแทรกอยู่ในงานต่าง ๆ ได้อย่างดี
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนกลไกบางพื้นที่ ก็ไม่สามารถขยายผลได้ตามที่คาดหวัง ซึ่งอาจเป็นเพราะเหตุผลหลายประการ เช่น กำลังคนที่ไม่พร้อม ข้อจำกัดเรื่องนโยบาย หรือขาดทีมทำงานที่เข้าใจตรงกัน ตลอดจนการยังมองไม่เห็นโอกาสหรือช่องทางในการขยายผลที่สอดคล้องกับภารกิจของตนเอง นอกจากนี้ แต่ละพื้นที่แต่ละกลไก ก็มีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนงานสุขเป็นที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการสุขเป็น และต้นทุนเดิมของพื้นที่ด้วย เช่น หากพื้นที่นั้นมีความต้องการและเห็นความสำคัญเรื่องสุขภาพจิตเป็น Pain point ที่สำคัญอยู่แล้ว และเห็นว่าสุขเป็นจะช่วยหนุนเสริมการทำงานได้ จะทำให้มีความก้าวหน้าของกลไกได้ชัดเจนกว่า ตลอดจนการที่ทีมโครงการเข้าไปคลุกคลีเพื่อเห็นโอกาสช่องทางการ coaching ทีมพื้นที่อย่างใกล้ชิดก็จะยิ่งยกระดับการขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น
3.3 การเชื่อมต่อ (Plug-in) สุขเป็นกับระบบการทำงาน
จากข้อมูลการสัมภาษณ์ ร่วมกับเอกสารรายงานประจำเดือน และข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ พบว่า “สุขเป็น” สามารถเชื่อมต่องานเข้ากับระบบการทำงานปกติได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีหลายระบบที่มองว่า “สุขเป็น” ไม่ใช่การเพิ่มภาระงานให่มีมากขึ้น แต่เป็นการเชื่อมประสานให้งานเดิมที่มีอยู่สามารถทำได้อย่างลื่นไหลและเห็นผลสำเร็จได้ดีขึ้น CAs สะท้อนว่า “สุขเป็น” ช่วยตอบสนองต่อ Pain point ของระบบทำงานเดิมที่ทำได้ยาก หรือทำแล้วอาจไม่เห็นผล คนทำงานขาดไฟในการทำงาน เมื่อระบบเห็นความสำคัญว่า “สุขเป็น” ช่วยเสริมการทำงานได้จริง หลายหน่วยงานมีนโยบาย จัดสรรงบประมาณ จัดบทบาทตามโครงสร้างบุคลากร เพื่อมาหนุนเสริมให้นำแนวคิดสุขเป็นมาบูรณาการกับภารกิจปกติได้อย่างกลมกลืน ดังนี้
1) สุขเป็นกับระบบงานสาธารณสุข
1.1) สุขเป็นโรงพยาบาลชุมชน
งานปฐมภูมิ เป็นการทำงานป้องกันส่งเสริมสุขภาพคนในพื้นที่ นับเป็นงานที่สอดคล้องกับแนวคิดการทำงานของโครงการอย่างยิ่ง งานปฐมภูมิที่ อ.แม่ทะ จังหวัดลำปาง เน้นที่การสร้างทีม 3 หมอที่เห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ของกันและกัน มีความเห็นอกเห็นใจกัน หมอ 1 ได้รับความสำคัญ ถูกมองเห็นคุณค่าของคนและงาน เมื่อความสัมพันธ์ 3 หมอเปลี่ยนแปลง ก็ทำให้การทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน เมื่อ “ทีม 3 หมอ” ที่นับเป็นหัวใจของระบบปฐมภูมิ มีเข้าอกเข้าใจกันก็ส่งผลต่อผู้ป่วยในชุมชน เกิด Growth mindset ทำให้เกิดนวัตกรรมหลายอย่างที่ดูแลคนในชุมชน เช่น การ “ออกหน่วยหรรษา” ที่ใช้กิจกรรมสุขเป็นร่วมกับการออกหน่วยที่สอดแทรกการส่งเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกเข้าไปทุกครั้ง และตอนนี้กำลังขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ใกล้เคียงที่ร่วมเรียนรู้ต่อไป
- งานจิตเวชโรงพยาบาล เป็นการเชื่อมต่อเข้ากับระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชของ รพ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ผ่าน CAs ที่เป็นพยาบาลสุขภาพจิต เริ่มจากการที่ CAs ปรับเปลี่ยนทัศนคติตนเอง (เช่น ลดความเข้มงวด กดดันตนเอง ให้โอกาสตัวเองได้ผ่อนคลาย และมีความสุข แบ่งเวลามาดูแลตนเองให้เวลาตนเองมากขึ้น) บอกต่อและแลกเปลี่ยนประโยชน์ของสุขเป็นกับหัวหน้างาน แล้วลองปฏิบัติกับผู้ป่วยในโรงพยาบาล (หลายแผนก) เชื่อมต่อกับงานชุมชน เมื่อ CAs รับผิดชอบงานหลักนี้เปลี่ยนแปลงและนำแนวคิดสุขเป็นเข้าไปใช้ในงานต่าง ๆ พบว่า ทำให้ “คนจะอยากเข้าหาเรา เวลาว่างอยากมาคุยด้วย” และที่ รพ.เบญลักษ์ นี้ เมื่อได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ งานปฐมภูมิแม่ทะ ก็เริ่มขยับงานสุขเป็นที่บูรณาการไปที่งานสุขภาพจิตต้นน้ำด้วย “เราลงชุมชนจะช่วยต้นน้ำ เลือก 1 ตำบลก่อน ว่าสิ่งที่เราลองทำจะสำเร็จไหม ชวนทำประชาคมผ่านแนวทางจิตวิทยาเชิงบวก ให้ชุมชนให้โอกาสคนไข้จิตเวช จนเกิดการยอมรับ สร้างกติการ่วมกัน ขอความร่วมมือจากร้านค้า เจ้าหน้าที่ อส. ชรบ. ให้ความร่วมมือช่วยกันดูแลผู้ป่วยจิตเวช
การเชื่อมต่องานส่งเสริม ป้องกัน และดูแลสุขภาพจิต ที่ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ พบว่าเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ ที่ CAs มี CAs ทุกระดับ คือ มีพยาบาลจิตเวชในโรงพยาบาล บุคลากรใน รพสต.โปงทุ่ง อสม. อีก 13 คน ที่เป็น CAs ในชุมชน ซึ่งเป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธ์กะเหรี่ยง เป็นพื้นที่เดิมของโครงการตั้งแต่ระยะแรก เมื่อปี 2565 การเชื่อมต่อระบบการทำงานนี้ เกิดจากการที่คนในชุมชนและบุคลากรสาธารณสุขเปลี่ยนมุมมองทัศนคติไปพร้อมกัน ทำให้ อสม. ใส่ใจดูแลคนมากขึ้น ผู้คนในชุมชนต่างไว้วางใจระบายทุกข์ให้ฟัง เมื่อเจอคนที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย อสม. จะปรึกษาไปยัง รพสต.ได้อยากไว้วางใจ และเชื่อมต่อกับพยาบาลจิตเวช ใน รพ.ดอยเต่า ส่งผลให้พบว่า เหตุการณ์ฆ่าตัวตายสำเร็จ 18 ราย จากปี 2565 ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง เป็น 13 รายเป็น 8 ราย จนกระทั่งปี 2568 เหลือเพียงแค่ 1 รายเท่านั้น
รพ. ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่สะท้อนความเป็นไปได้ของการนำ “สุขเป็น” ไปช่วยขับเคลื่อนการทำงานในระบบ ข้อมูลจาก CAs ซึ่งเป็นพยาบาลจิตเวช มีภาระงานหนักที่ต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมากทั้งอำเภอ แม้จะเคยรู้จัก “จิตวิทยาเชิงบวก” แต่ไม่เคยรู้ว่าจะเอามาใช้กับตนเองอย่างไร จนกระทั่งการเรียนรู้ “สุขเป็น” จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ “ไม่คิดมาก ไม่เครียด พอเครียดน้อยลง ก็ใช้อารมณ์น้อยลง เปิดใจรับเมตตาผู้ป่วยมากขึ้น ผู้ป่วยก็อยากมารับบริการ อยากมาปรึกษา แม้แต่ผู้ป่วยในพื้นที่ก็ติดต่อขอเข้ามารับบริการ” ทีม CAs ของที่นี่เริ่มสนใจขยายผลไปลงชุมชนเพื่อดูแลสุขภาพจิตต้นน้ำ แต่เกิดอุปสรรคในระดับนโยบายของโรงพยาบาลที่เน้นการทำงานเชิงรับเพื่อรอรับผู้ป่วยจิตเวชที่มีจำนวนมาก จึงนับเป็นข้อสังเกตสำคัญว่า “สุขเป็น” มีประโยชน์ต่อการทำงานระบบ ช่วยให้คนทำงานด้านสุขภาพจิตเชิงรับเห็นประโยชน์ที่เกิดกับตนเองและผู้ป่วย และเห็นความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในงานเชิงรุก แต่การนำเข้าสู่ระบบในระดับนโยบายที่ขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรมยังนับเป็นความท้าทายของทีมโครงการ
1.2) สุขเป็นใน รพสต. นับเป็นระบบสาธารณสุขที่สุขเป็นเข้าไปเชื่อมต่อกับงานปกติได้อย่างชัดเจนเช่นกัน และที่พบมีหลากหลายพื้นที่ เช่น ที่ รพสต.บ้านชะอวด รพ.สต.เกาะแต้ว รพสต. บ้านป่าขาด หมอไก่ รับรู้คนไข้ มีห้องรับฟังเพื่อคุยก่อน ปรับใจ
ตัวอย่างที่เด่นชัดในระบบ รพสต. ได้แก่ รพสต. เกาะแต้ว จ.สงขลา เป็นหน่วยงานที่มีการนำสุขเป็นไปใช้ในแทบทุกภารกิจของ รพสต. ทั้งงานสุขภาพจิตโดยตรง หรืองานอื่น ๆ เช่น งาน NCDs งานเด็กและเยาวชน งานเยี่ยมบ้าน ผ่านความเชื่อที่ว่า “ใจ” เป็นพื้นฐานของทุกเรื่อง จุดเด่นของ รพสต. เกาะแต้วคือ ผู้นำขบวนลงมือเป็นผู้ขับเคลื่อนเอง เป็นกระบวนกรได้เอง และมีต้นทุนการทำงานในเครือข่ายพื้นที่อยู่เดิมอย่างหลากหลาย เช่น โรงเรียน รพสต.เครือข่าย ชมรมผู้สูงอายุ โรงเรียน อสม. ทำให้การขยายผล “แนวคิดสุขเป็น” ไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ได้มาก ผ่านกิจกรรมหรือโครงการที่มีเครือข่ายทำร่วมกันอยู่แล้ว และมี รพสต.หลายพื้นที่ที่นำเอาไปใช้ในภารกิจเช่นกัน เช่น รพสต.ป่าขาด แม้คนใน รพสต. จะไม่เคยเข้าร่วมชุดกิจกรรม 7+3+3+3 เลยก็ตาม นับเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่าการพัฒนา CAs ด้วยกระบวนการสังเกตต้นแบบ เรียนรู้ ลงมือทำ และสะท้อนคิด สามารถสร้าง CAs ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนกลไกเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมี รพสต. บ้านชะอวด จ.นครศรีธรรมราช รพ.สต.ศรีไค จ.อุบลราชธานี ที่นำสุขเป็นไปใช้งานภารกิจและโครงการต่าง ๆ ใน รพสต. อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ ศูนย์บริการสาธารณสุข (เทศบาลนครนนทบุรี) ผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขหลายแห่งในสังกัดกองการแพทย์ ก็สะท้อนว่า “สุขเป็น” สอดคล้องกับนโยบาย “เวชศาสตร์วิถีชีวิต” ของกองการแพทย์ ที่ต้องการลดปัญหา NCDs ในพื้นที่ และเครื่องมือสุขเป็นช่วยสนับสนุนการนำ “เวชศาสตร์วิถีชีวิต” มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในเรื่องการนอนหลับ และการจัดการอารมณ์ผ่อนคลายจิตใจ ซึ่งการดำเนินงานยังขาดเครื่องมือที่ใช้ถ่ายทอดให้กับกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม การเชื่อมต่อกับระบบอาจจจะยังไม่ชัดเจนมากนักในเชิงการนำไปใช้อย่างต่อเนื่องจนเห็นผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญ
1.3) สุขเป็นในหน่วยงานนโยบายสุขภาพจิต ได้แก่ ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 (ศจ.10) จ.อุบลราชธานีนับเป็นหน่วยงานระดับภูมิภาคที่รับนโยบายด้านสุขภาพจิตต่าง ๆ มาจากกรมสุขภาพจิต เพื่อดำเนินการผลักดันนโยบายต่อในระดับภูมิภาค เสียงสะท้อนจาก CAs ในหน่วยงาน พบว่า “สุขเป็น” ช่วยให้การถ่ายทอดเรื่องสุขภาพจิตทำได้ง่ายขึ้น (“ไม่แข็งทื่อ”) เพราะสามารถเชื่อมโยงแนวคิดเชิงวิชาการให้กลายเป็นสิ่งที่เข้าใจง่ายสำหรับคนในชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิชาการในกรมสุขภาพจิตทำได้ยาก สุขเป็นไปช่วยเสริมในกระบวนการทำชุมชนส่งเสริมสุขภาพจิต ซึ่งเป็นนโยบายของกรมสุขภาพจิต และยังได้นำไปใช้ต่อในเรื่องการสื่อสารสร้างสุขด้วย มีการดำเนินงานของศูนย์ที่ใช้เครื่องมือสุขเป็นในการขับเคลื่อนเพื่อตอบตัวชี้วัดเรื่อง “ต้นแบบชุมชนสุขภาพจิต” ผ่านเครื่องมือวัด “ดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น” จากรายงานโครงการของ ศจ.10 พบว่า มีการนำเครื่องมือสุขเป็นไปใช้ในบางประเด็น เช่น “เช็คอุณหภูมิใจ” และนำแนวคิดบางอย่างเช่น “การสร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนรู้” อย่างไรก้ตาม ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงยังไม่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นเพราะ ศจ.10 ไม่ใช่หน่วยงานที่เกาะเกี่ยวกับกลไกชุมชนและฝังตัวในชุมชนโดยตรงทำให้ขับเคลื่อนงานต่อเนื่องได้ยาก
- 1.4) สุขเป็นในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นับเป็นหน่วยงานด้านวิชาการที่หนุนเสริมด้านวิชาการต่อหน่วยงานสาธารณสุขในจังหวัด ตัวอย่างการเชื่อมต่อสุขเป็นในงาน สสจ. ที่ชัดเจน คือ สสจ.ลำพูน เนื่องจากมีนโยบายเรื่องงานสุขภาพจิตแบบสี่เสาหลัก (ลำพูนโมเดล) “ต่อชีวิต สร้างสุขคนลำพูน ป้องกันและแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตาย” สุขเป็นจึงช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายนี้ทำได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และสามารถผลักดันได้ทั้งจังหวัดพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม การทำงานของโครงการก็พบตัวอย่างที่มีความเป็นได้ในการเชื่อมต่อระบบ แต่ไม่สำเร็จ เช่น สสจ. พังงา เป็นพื้นที่ที่ไม่ดำเนินการต่อ (ขาด core team จากการเปลี่ยนคนทำงานเพราะเกษียณอายุ) ทำให้ทีมทำงานไม่สามารถขับเคลื่อนงานนี้ต่อไป นอกจากนี้ ความท้าทายของงานใน สสจ. คือ แต่ละคนแต่ละฝ่ายมีงานที่รับผิดชอบกันชัดเจน และมักจะไม่ยุ่งเกี่ยวทำงานผสานกัน เมื่อผลักดันงานสุขเป็น จึงถูกมองว่าเป็นงานสุขภาพจิตมากกว่ากลุ่มงานส่งเสริมป้องกัน ทำให้การขับเคลื่อนในระบบทำได้ยากในมิตินี้
- 2) สุขเป็นในระบบการศึกษา
- วิทยาลัยเชียงราย ภายใต้คณะพยาบาลศาสตร์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิตในนักศึกษาพยาบาล จนกระทั่งผู้บริหารเห็นผลดี จึงขับเคลื่อนเป็นนโยบายเรื่องพัฒนาศักยภาพของอาจารย์ที่ปรึกษา
- มหาวิทยาลัยบูรพา เกิดการพัฒนารายวิชาเป็น วิชา Life Plus ในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป ให้นักศึกษาทุกคณะได้เลือกเรียนตามความสนใจและผนวกเอาสุขเป็นเข้าไปไว้ในรายวิชาด้วย
- มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เป็นการเชื่อมต่อในระดับหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ ที่ใช้ในงานกิจการนักศึกษาต่าง ๆ สอดแทรกเรื่องสุขเป็นเข้าไปในกิจกรรมที่ทำกับนักศึกษา และพัฒนารายวิชา “กาปรับตัวและฟื้นคืนสุขภาวะ” สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทุกคนได้เรียน เน้นการเท่าทันและจัดการอารมณ์ การปรับตัวเมือเผชิญปัญหาต่าง ๆ ซึ่งนำกิจกรรมสุขเป็นและแนวคิดสุขภาพจิตเชิงบวกไปใช้อย่างต่อเนื่อง
- โรงเรียนในสังกัด อบจ. สงขลา เนื่องจาก อบจ.สงขลาเริ่มเห็นประโยชน์ของ “สุขเป็น” ผ่านการแนะนำจากเครือข่าย CAs รพสต.เกาะแต้ว ได้ลองนำเอาสุขเป็นเข้ามากิจกรรมกับนักเรียนและครู เมื่อผู้บริหารเล็งเห็นประโยชน์จึงเริ่มพัฒนาครูให้เป็น CAs โดยใช้งบประมาณของ อบจ. เอง
- นอกจากนี้ ระหว่างดำเนินการ กรมส่งเสริมการเรียรรู้ (สกร.) ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ที่ทีมทำงานเล็งเห็นโอกาสในการเชื่อมต่อกับระบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย CAs ก็เห็นว่าสามารถพัฒนาเป็นหลักสูตรเกี่ยวกับสุขเป็นได้ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากผู้บริหารในขณะนั้นทำให้ไม่สามารถพัฒนาต่อได้ อย่างไรก็ตาม โอกาสที่สามารถพัฒนาต่อได้ในอนาคต คือ สกร. มีบทบาทในเรือนจำทั้งการสอนหนังสือและสอนทักษะอาชีพ ให้กับผู้ต้องขัง กรณีศึกษาของเรือนจำอ่างทองที่ สกร.เมืองอ่างทองได้เข้าไปมีบทบาทในการประสานให้เกิดการพัฒนา อสจร. ให้สามารถเป็นผู้ดูแลสุขภาพจิตของเพื่อนผู้ต้องขังได้ สะท้อนว่า หากทำงานสุขเป็นอย่างต่อเนื่องกับ สกร. ก็จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความเฉพาะ เข้าถึงยาก และกลุ่มเประบางเช่นผู้ต้องขังได้
ข้อสังเกต คือ การเชื่อมต่อกับระบบการศึกษา มีความเป็นได้สูงมากเพราะสถาบันการศึกษามันจะมีความตระหนักต่อปัญหาและเห็นประโยชน์ของสุขเป็นชัดเจน เนื่องจาก ครูอาจารย์ ตลอดจนคนทำงานในระบบการศึกษา มักจะเห็นปัญหาสุขภาพจิตในนักเรียน นักศึกษาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีความรุนแรงมากขึ้น สุขเป็นจึงตอบสนองต่อ Pain point นี้ แต่ความท้าทายในการเชื่อมต่อกับระบบการศึกษาคือการขับเคลื่อนที่ต้องทำอย่างจริงจัง และต่อเนื่องทั้งในระดับนโยบายของผู้บริหาร และต้องค้น CAs ที่มี “ใจเดียวกัน” ในการผลักดันในระบบ ทั้งนี้เพราะการส่งเสริมสุขภาพจิตจะไม่ใช่ภาระงานหลักของครู อาจารย์นั่นเอง
3) สุขเป็นในงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
- พัฒนาความสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สกลนคร (พมจ. สกลนคร) นับเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า “สุขเป็น” สามารถไปฝังตัวในระบบการทำงานได้นอกเหนือจากระบบสาธารณสุข แม้ว่าภารกิจของ พมจ. จะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานสุขภาพจิตโดยตรง แต่คำบอกเล่าของ CAs ในหน่วยงาน พมจ. สะท้อนสองประเด็นหลักที่สุขเป็นเข้าไปเกี่ยวข้องและหนุนเสริมการทำงานได้จริง ประเด็นแรก คือ “คนทำงานเครียด ภาระงานเยอะ เป็นงานที่กดดัน และรับความเครียดรับปัญหาจากคนอื่นมาทับถมที่ตัวเรา ทำให้เจ้าหน้าที่ใน พมจ.เอง มีอาการของโรคซึมเศร้าจำนวนมาก” ประเด็นที่สอง “งานของ พมจ. ทำงานกับคนทุกช่วงวัย และมักจะเป็นกลุ่มเปราะบาง หากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานไม่มีใจเมตตาเพียงพอ ไม่มีอารมณ์ที่มั่นคงจัดการได้ ก็จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง หรือทำให้ผู้คนเหล่านั้นขาดโอกาสในการเข้าถึงปัญหาต่าง ๆ ได้” ทำให้ CAs จาก พมจ. เห็นความสำคัญของ “สุขเป็น” อย่างมาก อีกทั้งผู้บริหารของ พมจ.สกลนคร เห็นด้วยและสนับสนุนเป็นนโยบายให้ CAs ได้ใช้ “สุขเป็น” ในการทำงานภารกิจต่าง ๆ เช่น บ้านพักเด็ก หรือ อพม. ที่มีข้อมูลการนำไปใช้เป็นรูปธรรม คือ การพัฒนาศักยภาพอาสาพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ประจำตำบล ที่จะเป็นผู้ค้นหากลุ่มเปราะบางในชุมชนที่ต้องการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ เช่น ผู้พิการ คนยากจน คนไร้บ้าน พมจ.สกลนคร จัดโครงการพัฒนา อพม.ที่มีจิตเมตตา ผ่านเครื่องมือสุขเป็น และทักษะการรับฟังด้วยหัวใจ ทำให้เข้าอกเข้าใจผู้ตกทุกข์ได้ยากในชุมชนและลดอคติเพื่อช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นตามบทบาทของ อพม. อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของ พมจ. คือ 1) การพัฒนาศักยภาพทำเพียงรุ่นละ 1 ครั้ง และไม่มีงบประมาณโครงการในการพัฒนา อพม. อย่างต่อเนื่อง และ 2) ยังไม่มีการประเมินติดตามผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม หากมีการติดตามระยะยาวว่า “การเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ของกลุ่มเปราะบาง” ได้เท่าเที่ยม ทั่วถึงเพิ่มขึ้นหรือไม่ มากน้อยเพียงใด ตลอดจนติดตามสุขภาพจิตของผู้ปฏิบัติงานใน พมจ. ยิ่งน่าจะสะท้อนผลลัพธ์ได้เป็นต้นแบบให้ พมจ. จังหวัดอื่น ๆ นำไปปฏิบัติได้ต่อไป
- ศพค. สุขเป็นในระบบศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน หรือ ศพค. เป็นโครงสร้างของชุมชนที่ดูแลคุณภาพชีวิตของคนทุกวัยรวมถึงกลุ่มเปราะบาง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ศพค. ท่าทราย จ.นนทบุรี เป็นองค์กรที่มี โครงสร้างและกลไกการขับเคลื่อนจากนโยบายรัฐผ่านพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม.ที่ต้องการให้ทุกตำบลมีหน่วยดูแลครอบครัวที่ขับเคลื่อนโดยเครือข่ายชุมชนในตำบลท่าทรายมีเครือข่ายผู้นำชุมชน 26 ชุมชน รวมตัวกันอย่าง กึ่งอิสระ คือ ภายใต้การดูแลของเทศบาลตำบลท่าทราย แต่ก็มีการบริหารจัดการภายในสมาชิกกันเอง มีการบริหารแบบมีส่วนร่วม และระดมทรัพยากรเอง (เช่น งบประมาณจาก สปสช.) จุดเด่นของ ศพค.ท่าทราย คือผู้นำที่มีความ “ประนีประนอม เปิดโอกาส รับฟังสมาชิก” ซึ่งเป็นฐานของสุขภาวะทางจิตในองค์กรเป็นทุนเดิม เมื่อโครงการสุขเป็นเฟ้นหากลไกชุมชนที่สนใจ ศพค.ท่าทรายจึงเปิดรับเอาแนวทางสุขเป็นและร่วมเรียนรู้กับทีมทำงานของโครงการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่า ศพค.จะได้มีภารกิจเกี่ยวข้องการสุขภาพจิตโดยตรง แต่เมื่อยอมรับแนวคิดสุขเป็นไปใช้แล้ว พบว่า สอดคล้องกับภารกิจของ ศพค.อย่างยิ่ง นอกจากโครงการจะได้สร้าง CAs ขึ้นจากสมาชิกที่เป็นแกนนำแล้ว ต่อมา CAs พัฒนาตนเองจนเกิดกลุ่ม “วิทยากรชุมชน” ในปัจจุบันมีกระบวนการสุขเป็น 22 คน ที่จะแบ่งหน้าที่กันตามความถนัดการใช้เครื่องมือของแต่ละคน และกระจายกิจกรรมสุขเป็นสอดแทรกในภารกิจต่าง ๆ ได้ครอบคลุมทั้ง 26 ชุมชน โดยเฉพาะการบูรณาการเข้ากับกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุที่จัดกิจกรรมให้ทั้ง 14 ชมรมในพื้นที่ และการช่วยเหลือครอบครัวที่ชาดแคลน นับได้ว่า “สุขเป็น” เข้าไปช่วยร้อยเรียงงานภารกิจ ศพค. ให้เห็นชัดเจนว่า ศพค.มีบทบาทเพื่อคนในชุมชนได้มากกว่าที่คิด ดังนั้น สุขเป็นในระบบ ศพค.ท่าทราย สะท้อนว่า “การพัฒนา CAs ต่อยอดเป็นกระบวนกร เพื่อ ขยายผลในชุมชน” ทำได้จริง และเป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้ทุกคน ชุมชนใกล้เคียงได้เรียนรู้จาก ศพค.ท่าทรายและใช้เป็นโมเดลตัวอย่างในการดูแลสุขภาพจิตต่อไป เช่น ชุมชนตลาดขวัญ จ.นนทบุรี ศพค.ท่าทราย จึงเป็นพื้นที่เรียนรู้สำคัญในการบูรณาการงานสุขเป็นเข้ากับภารกิจของตนเอง
ศพค.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช เป็น ศพค. ในพื้นที่ที่ขับเคลื่อนงานเดิมของทีมโครงการ p2H แม้ไม่ใช่พื้นที่เป้าหมายโครงการสุขเป็นระยะที่ 2 โดยตรง แต่เมื่อได้เรียนรู้สุขเป็นก็นำไปใช้ขยายผลจนเกิดนวัตกรรมชุมชน เป็น “รถซาเล้งสุขเป็น” ให้บริการเคลื่อนที่ไปทำกิจกรรมสุขเป็นแบบเชิงรุกตามสถานที่ชุมชน เช่น ตลาดนัด ทำให้คนเข้าถึงได้ง่าย และขยายผลสุขเป็นไปสู่ผู้รับประโยชน์ได้มาก
อย่างไรก็ตาม ทีมประเมินผลภายในยังมองว่า การต่อยอดสุขเป็นใน ศพค.อื่น ๆ อาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจาก ศพค. จำนวนมากยังไม่มีงบประมาณดูแล ต้องจัดหางบประมาณด้วยตนเอง แม้ ศพค.จะถูกกำหนดเรื่องโครงสร้าง กลไก บทบาท หน้าที่ชัด แต่ขาดการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ ดังนั้น ศพค.ส่วนใหญ่ในประเทศไทยจึงไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก ยกเว้นของ ศพค.ท่าทรายที่ประธาน ศพค. ค่อนข้างเข้มแข็ง เป็นที่ยอมรับ และสามารถหางบประมาณมาสนับสนุนการทำงานของ ศพค.ได้
4) สุขเป็นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
งานสุขเป็นสามารถไปเชื่อมต่อการระบบงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้หลากหลาย
- เทศบาลตำบลหลักห้า ตำบลบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ผ่านกองสาธารณสุข เทศบัญญัติ “สร้างสุขใจ ให้สุขเป็น” ถ้าโครงการหายไปแล้ว ก็จะยังคงอยู่ในชุมชน ใช้ I message อย่างมากในการพูดคุยกับลูกน้อง เพราะอยู่ในบทบาทหัวหน้า
- เทศบาลตำบลละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ผ่านกองสวัดิการสังคม ส่งผ่านไปถึงงานผุ้สูงอายุ งานโรงเรียน งานผู้สงอายุ และกำลังขยายไป ศพค.
- เทศบาลตำบลเขาล้าน จ.ประจวบคีรีขันธ์
- เทศบาลตำบลบางนายสี ตะกั่วป่า จ.พังงา
- เทศบาลนครเชียงราย (ผ่านกลไกครูโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครเชียงราย)
- อบต.ม่วงคำ จ.เชียงราย
- อบจ.สงขลา มาร่วมขับเคลื่อนเป็นภาคีหลักในการจัดงานเวทีวิชาการ ผ่าน รพสต.เกาะแต้วที่อยู่ภายใต้สังกัด อบจ.
จุดสำคัญของการฝังตัวในระบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือ เป็นกลไกที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนจริงๆ เกี่ยวข้องกับทุกกลุ่มทุกวัย ระบบที่สำคัญที่สุขเป็นเข้าไป plug-in ได้คือ “กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม” และ “กองสวัสดิการสังคม” ส่วน “กองการแพทย์” ซึ่งมีในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งที่มีขนาดใหญ่มาก มีความเป็นไปได้ในเชิงหลักการที่สุขเป็นจะฝังตัวในการทำงานได้ เพราะภารกิจเทียบเคียงกับงานใน รพสต. หรือ งานปฐมภูมิ อย่างไรก็ตาม ในโครงการนี้ยังไม่พบการฝังตัวใน “กองการแพทย์” ที่เด่นชัด
ข้อค้นพบสำคัญคือ การเชื่อมต่อหรือฝังตัวกับระบบจะไม่ได้มีแนวทางชัดเจนแน่นอนว่าต้องเริ่มจากไหน ทำอย่างไร การเชื่อมต่อจะเป็นรูปแบบใด เนื่องจาก ทีมโครงการต้องลองผิดลองถูกเพื่อให้งานสุขเป็นถูกตัดต่อเข้ากับระบบงานอย่างพอดีกับบริบทของงานนั้น ๆ ด้วยตัว CAs เอง การเชื่อมต่อกับระบบการทำงานได้หลากหลายนี้ สะท้อนให้เห็นว่า “สุขเป็น” ตอบสนองระบบการทำงานยังขาดวิธีการที่จับต้องได้เป็นรูปธรรมและเข้าถึงประชาชนในการส่งเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก เครื่องมือสุขเป็นจึงช่วยให้เปลี่ยนทั้ง “คนทำงาน ความสัมพันธ์ของคน และวิธีการทำงาน” เกิดเป็นระบบที่มีหัวใจ ช่วยเสริมงานเดิมให้ได้แนวทางใหม่ จึงพิสูจน์ได้ว่า “สุขเป็นเชื่อมต่อกับระบบได้จริง” แม้เมื่อสิ้นสุดโครงการระยะที่ 2 นี้ ผลลัพธ์ที่เกิดจากการเชื่อมต่อกับระบบอาจจะยังไม่เห็นชัดเจนทุกระบบในแง่ผลต่อสุขภาพจิต แต่ประโยชน์ที่สำคัญ คือ ทำให้มีคนเข้าถึงได้รับประโยชน์ หรือเคยเข้าร่วมกิจกรรมสุขเป็นจำนวนมาก (และบางระบบผู้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่องด้วย) นับเป็นประโยชน์ที่สำคัญของการเชื่อมต่อกับระบบนี้ ซึ่งในระยะยาวน่าจะเห็นผลลัพธ์จากระบบที่ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่ทีมโครงการผลักดันให้เกิดการเชื่อมต่อกับระบบนี้ค่อนข้างมีข้อจำกัดและอุปสรรค ตั้งแต่การประเมินพื้นที่และ core team ที่ดูเหมือนจะขับเคลื่อนได้ดี ทำให้ทีมลงทุนลงแรง และใช้ระยะเวลาในการทำงานไปมาก แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปแล้วกลับว่าไม่เกิดผลลัพธ์ตามที่คาดไว้ บางครั้ง หน่วยงานมีนโยบายที่สอดคล้องชัดเจนกับแนวคิดของสุขเป็น แต่คนทำงานไม่สามารถขับเคลื่อนต่อได้ตามนโยบายที่ผู้บริหารกำหนดไว้ หรืออาจขับเคลื่อนได้ไม่เต็มที่ด้วยข้อจำกัดของหน่วยงาน หรือบางกรณีก็เกิดจากการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร เปลี่ยนแปลงนโยบาย หรือโยกย้ายคนทำงาน ทำให้การขับเคลื่อนเชื่อมต่อกับระบบไม่สามารถทำได้ตามที่คาดหวังไว้